

- 16
- Episodes
- 2020
- First episode
About Digipedia Podcast
Podcast ที่จะพาคุณไปรู้ ไปเข้าใจ insight ของ digital media อย่างเจาะลึก โดย 2 ผู้เชี่ยวชาญแห่งวงการโฆษณา
- Publisher
- Digipedia Studio
- Category
- business
- Language
- th
- Explicit
- No
- First episode
- 8 Aug 2020
- Latest episode
- 6 Oct 2021
Latest episodes
16 episodes in the feed.

6 Oct 2021
EP.16 - Attribution Model คืออะไร?
Episode ที่สิบหกของ Digipedia Podcast จะพาคุณมาลงลึกไปอีกขั้นกับการวัดผลและให้เครดิตโฆษณาออนไลน์ โดยการไปรู้จักกฏเกณฑ์การให้คะแนนโฆษณาออนไลน์ที่รู้จักกันในชื่อ Attribution Model กฏของการให้คะแนนโฆษณาออนไลน์ที่หลาย ๆ คนอาจจะเคยได้ยินนั่นก็คือ Attribution Model นั่นเอง โดยปกติแล้วด้วยความที่ Consumer ทุกวันนี้อาจจะผ่าน Media หลาย ๆ Touchpoints ก่อนที่เค้าจะ Convert หรือซื้อของบนเว็บไซต์ ยกตัวอย่างเช่นผู้บริโภค อาจจะเห็นโฆษณาบน YouTube หนึ่งครั้ง คลิกโฆษณาแบนเนอร์หนึ่งครั้ง สุดท้ายมาทำการ Search หาข้อมูลเพิ่มเติมและซื้อของบนเว็บไซต์เป็นต้น จะสังเกตุได้ว่าโฆษณาทั้ง 3 Touchpoints ล้วนเป็นส่วนหนึ่งใน Purchasing Journey ของผู้บริโภคทั้งสิ้น กฏการให้คะแนนอย่าง Attribution Model จึงเข้ามามีบทบาทในการเครดิต Conversion ให้กับ Media ต่าง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้ว Attribution Model ที่รู้จักและใช้กันบ่อย ๆ จะมีอยู่ด้วยกัน 5 แบบด้วยกัน Last Click Attribution คือการให้คะแนนหรือเครดิตให้กับ Media touchpoint สุดท้ายก่อนการ Convert หรือซื้อของ ยกตัวอย่างเช่น คลิก GDN Banner บนเว็บไซต์ > ผู้บริโภคเห็นโฆษณาบน YouTube > คลิกโฆษณาบน Facebook > ทำการเสิร์ช คลิกโฆษณา > ซื้อของ ในกรณีนี้ Last touchpoint อย่างเสิร์ชก็จะได้เครดิตไปเต็ม ๆ 1 Conversion First Click Attribution คือการให้คะแนนหรือเครดิตให้กับ Media touchpoint แรกของ Consumer Journey ยกตัวอย่างอีกครั้งถ้าหาก คลิก GDN Banner บนเว็บไซต์ > ผู้บริโภคเห็นโฆษณาบน YouTube > คลิกโฆษณาบน Facebook > ทำการเสิร์ช คลิกโฆษณา > ซื้อของ ในกรณีนี้ First touchpoint อย่าง GDN ก็จะได้เครดิตไปเต็ม ๆ 1 Conversion Linear Attribution คือการให้คะแนนหรือเครดิตกับทุก ๆ Media touchpoints อย่างเท่าเทียมกันทั้ง Journey โดยการเอา Conversion มาหารจำนวนของ touchpoints แล้วให้คะแนนทุก ๆ touchpoint เท่าเทียมกัน Position-Based จะเป็นการให้คะแนน Touchpoint แรกกับ Touchpoint สุดท้ายเท่าเทียมกันที่ Touchpoint ละ 40% ส่วนคะแนนที่เหลือจะหารเฉลี่ยให้กับ Touchpoints ที่เหลือใน Consumer Journey นั้น ๆ นั่นเอง Time Decay คือการให้คะแนนแบบขั้นบันได กล่าวคือ Media Touchpoint สุดท้ายจะได้คะแนนสูงที่สุดและลดหลั่นกันลงมาตามระยะเวลาหรือความไกลจาก Touchpoint สุดท้ายก่อนที่ Consumer จะ Convert นั่นเอง ทั้งนี้ทั้งนั้นการดู Attribution ต้องมีการ Integrate Data ต่าง ๆ รวมไว้บน Analytics Platform และต้องมีการจัดการ Data ที่ดี นอกเหนือจากนั้นการเลือก Model ที่เหมาะสมกับธุรกิจแต่ละรูปแบบก็เป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ เช่นเดียวกัน __ แซม อธิราช หุตะสิงห์ / Sam Athirach Hutasingh วิว อริญชย์ ภุมรินทร์ / View Arin Phummarin Spotify: https://open.spotify.com/show/0GXiudAU3dme7U7nOmf1vp Apple Podcasts: https://podcasts.apple.com/th/podcast/digipedia-podcast/id1526963594 Pocket Casts: https://pca.st/3vknh01u YouTube: https://www.youtube.com/channel/UC4ze_IMMzsEPhnhTu8uzwVg Website: https://digipedia.studio/

30 Jul 2021
EP.15 - Conversion 1+1 ไม่เท่ากับ 2?
Episode ที่สิบห้าของ Digipedia Podcast ยังคงอยู่กับเรื่องของการวัดผลและให้เครดิตโฆษณาออนไลน์ต่าง ๆ ของแพลตฟอร์มที่เป็นผลสืบเนื่องมาจาก Attribution Window ใน Episode ก่อน ๆ เรามาดูกันว่าตัวเลขที่ Report บน Dashboard แพลตฟอร์มต่าง ๆ นั้นเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน เริ่มกันจากคำถามว่า Conversion ที่รีพอร์ทออกมาบนแต่ละแพลตฟอร์มนั้นเป็นเรื่องจริงมากน้อยแค่ไหน? ผมก็อยากจะขอให้เริ่มคิดจากมุมมองของแต่ละแพลตฟอร์มที่เราใช้งานดูก่อน แน่นอนที่แต่ละแพลตฟอร์มย่อมต้องให้เครดิตตัวเองว่าก่อให้เกิด Conversion ถ้าผู้บริโภคได้เข้ามา Interact กับโฆษณาของแพลตฟอร์มนั้น ๆ ในช่วงเวลา Conversion Window ที่กำหนด มาถึงจุดนี้ก็พอจะทำให้เห็นภาพแล้วว่าถ้าเรารันมีเดียบนหลาย ๆ แพลตฟอร์มและ Journey ของผู้บริโภคผ่านมีเดีย Touchpoint ต่าง ๆ ที่เราทำโฆษณาไปเรื่อย ๆ จนไปเกิด Conversion ทุกแพลตฟอร์มก็มีสิทธิ์ที่จะให้เครดิตว่าตัวเองก็มีส่วนทำให้เกิด Conversion นี้เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่นผู้บริโภคคลิกโฆษณา Facebook หนึ่งครั้งแต่ยังไม่ Convert และไปคลิกโฆษณาแบนเนอร์ GDN อีกหนึ่งครั้งและยังคงไม่ Convert สุดท้ายก็ไปคลิกโฆษณา Paid Search และสุดท้ายก็ Convert ในเคสนี้หาก Journey ของผู้บริโภคคนนี้อยู่ยังอยู่ใน Period ของ Conversion Window ที่ทั้งสามแพลตฟอร์มกำหนด แต่ละแพลตฟอร์มก็จะรีพอร์ท Conversion กลับไปให้โฆษณาตัวเองคนละหนึ่ง Conversion ซึ่งถ้าเราเอาตัวเลขนี้มารีพอร์ทแยกกันก็จะบวกกันได้ 3 Conversion ใช่มั้ยครับ แต่ Conversion ที่เกิดขึ้นจริง ๆ ในระบบหลังบ้านกลับมีเพียงแค่ Conversion เดียว เพราะฉะนั้นตัวเลข Conversion รีพอร์ทบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ก็ไม่ใช่เลขที่ผิด หากแต่เป็นเลขที่ถูกรีพอร์ทแยกกันอย่างชัดเจนตามมุมมองของแพลตฟอร์มนั้น ๆ นั่นเอง เพราะฉะนั้น 1 Conversion ของแพลตฟอร์มหนึ่งบวกกับอีก 1 Conversion ของอีกแพลตฟอร์มหนึ่ง จึงไม่เท่ากับ 2 Conversion เสมอไป เพราะฉะนั้นการดูรีพอร์ทจาก Source เดียวจึงทำให้เกิดการวิเคราะห์ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและส่งผลต่อการตัดสินใจในการทำ Media Strategy ผิดพลาดไปได้ การใช้ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม Analytics ต่าง ๆ เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลในการรีพอร์ทจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างเช่น Google Analytics จริง ๆ แล้วก็มี Feature เพื่อดู Conversion Path ที่จะทำให้เราเห็น Consumer Journey และ Touchpoints ในภาพกว้างขึ้นก่อนที่เค้าจะมา Convert บนเว็บไซต์ของเราได้เช่นเดียวกัน __ แซม อธิราช หุตะสิงห์ / Sam Athirach Hutasingh วิว อริญชย์ ภุมรินทร์ / View Arin Phummarin Spotify: https://open.spotify.com/show/0GXiudAU3dme7U7nOmf1vp Apple Podcasts: https://podcasts.apple.com/th/podcast/digipedia-podcast/id1526963594 Pocket Casts: https://pca.st/3vknh01u YouTube: https://www.youtube.com/channel/UC4ze_IMMzsEPhnhTu8uzwVg Website: https://digipedia.studio/

6 Jul 2021
EP.14 - คลายความสงสัย Attribution Window
Episode ที่สิบสี่ของ Digipedia Podcast จะพาคุณไปทำความเข้าใจกับการวัดผลและการให้เครดิตบนแพลตฟอร์มของโฆษณาออนไลน์เบื้องต้นว่าเบื้องหลังของระบบเหล่านี้มีที่มาที่ไปอย่างไร Attribution Window คืออะไร? Attribution Window หรือที่หลาย ๆ คนอาจจะรู้จักกันในชื่อของ Conversion Window นั้นจริง ๆ คือ Period หรือ ระยะเวลาที่ Platform โฆษณาต่าง ๆ จะสามารถเคลมว่า Click หรือ Impression นั้น ๆ ที่เกิดขึ้นบน Platform ของตนเองนำไปสู่การเกิดการซื้อขาย หรือ Action ต่าง ๆ บนเว็บไซต์ได้ ถ้ามองในมุมมองของ Platform โฆษณาออนไลน์ต่าง ๆ เปรียบเทียบกับการโฆษณาแบบ Traditional Advertising อย่างบิลบอร์ด Out-of-Home (OOH) หรือ Magazine ต่าง ๆ ก็จะเห็นได้ว่า พฤติกรรมโดยทั่วไปของผู้บริโภคที่มีต่อโฆษณาแบบ Traditional Advertising นั้นอาจจะไม่ใช่ Action ที่เกิดขึ้นทันทีหลังจากเห็นโฆษณาเสมอไป เหมือนเราขับผ่านป้ายบิลบอร์ดของแบรนด์ ๆ หนึ่งแล้วอาจจะจำแบรนด์หรือสินค้านั้น ๆ ในโฆษณาได้ อาจจะเกิด Brand Recognition หรือ Consideration ในตัว Product นั้น ๆ ณ ตอนนั้น แต่ก็อาจจะไม่ได้เกิดการซื้อขายขึ้นทันทีหลังเห็นโฆษณา แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าโฆษณาก็มีส่วนทำให้เรา Consider Product ตัวนั้น ๆ ไม่มากก็น้อยและอาจจะนำไปสู่การซื้อสินค้าเหล่านั้นจริง ๆ ในโอกาสที่เหมาะสมต่อมา เพราะฉะนั้น Logic นี้ก็สามารถนำมาใช้ได้เช่นเดียวกันบนโฆษณาออนไลน์ต่าง ๆ ไม่ต่างจาก Traditional Advertising ผู้บริโภคบางคนอาจจะเห็นหรือคลิกโฆษณาของเราบนเว็บไซต์หรือ Facebook Instagram ต่าง ๆ แต่อาจจะยังไม่ได้ทำการเข้าเว็บไซต์ไปซื้อสินค้าทันที แต่อาจจะซื้อเมื่อมีโอกาสเหมาะสมในภายหลัง เพราะฉะนั้นการให้เครดิตโฆษณาตัวนั้น ๆ ว่าก่อให้เกิดการซื้อขายหรือ Conversion ต่าง ๆ ถ้าจะมองให้แฟร์ก็ควรที่จะมี Attribution Window มาเป็นตัวกำหนดการให้เครดิตโฆษณา เพราะเราก็ต้องยอมรับว่าผู้บริโภคก็มีพฤติกรรมในการซื้อที่ค่อนข้างหลากหลายแตกต่างกันไป ระยะเวลาในการตัดสินใจซื้อสินค้าในแต่ละบุคคลก็แตกต่างกันไปเช่นเดียวกัน Attribution Window ในแต่ละ Platform ก็จะมี Default Window ที่แตกต่างกันไปแต่จะแบ่งออกเป็นรูปแบบหลัก ๆ ได้สองรูปแบบ แบบแรกก็คือ Post-Click (Click-Through Conversion) คือการให้เครดิต Conversion หรือการซื้อขายหลังจากที่ผู้บริโภคคลิกโฆษณาและทำการซื้อภายใน Attribution Window ที่กำหนดไว้ ยกตัวอย่างเช่น มีการตั้ง Post-Click ไว้ที่ 7 วันแล้วผู้บริโภคคลิกโฆษณาของเราในวันที่ 1 แต่ยังไม่ทำการซื้อในวันนั้นทันที แต่เกิดจำโฆษณาของเราได้และกลับมาซื้อในช่องทางอื่นภายใน 7 วันให้หลัง ระบบก็จะยังถือว่าโฆษณาตัวนี้ก็มีส่วนช่วยทำให้ผู้บริโภคคนนี้จำโฆษณาของเราได้และกลับมาซื้อสินค้าในภายหลัง เพราะฉะนั้นโฆษณาตัวนี้ก็ควรที่จะได้เครดิตที่ทำให้การซื้อขายนี้เกิดขึ้น อีกหนึ่งรูปแบบคือ Post-View (View-Through Conversion) ก็เป็นหลักการเดียวกันเหมือน Traditional Advertising ต่าง ๆ ที่บางคนอาจจะเห็นโฆษณาแต่อาจจะไม่ได้คลิก แต่จำโฆษณาตัวนั้น ๆ ได้ และไปซื้อสินค้าในภายหลัง ยกตัวอย่างเช่น มีการตั้ง Post-View ไว้ที่ 1 วันเท่ากับว่าถ้าผู้บริโภคเห็นโฆษณาของเราตอนนี้ (ไม่ได้คลิก) แต่อาจจะยังไม่ได้เข้าเว็บไซต์ไปซื้อสินค้าทันที แล้วเกิดจำโฆษณาตัวนี้ได้และทำการซื้อสินค้าภายใน 24 ชม. หลังจากเห็นโฆษณา ระบบก็จะถือว่าโฆษณาตัวนั้นก็มีส่วนให้คนจดจำและ Consider ตัว Product และทำให้เกิดการซื้อในภายหลังเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นโฆษณาตัวนั้นก็ควรที่จะได้เครดิตไป __ แซม อธิราช หุตะสิงห์ / Sam Athirach Hutasingh วิว อริญชย์ ภุมรินทร์ / View Arin Phummarin Spotify: https://open.spotify.com/show/0GXiudAU3dme7U7nOmf1vp Apple Podcasts: https://podcasts.apple.com/th/podcast/digipedia-podcast/id1526963594 Pocket Casts: https://pca.st/3vknh01u YouTube: https://www.youtube.com/channel/UC4ze_IMMzsEPhnhTu8uzwVg Website: https://digipedia.studio/

12 Mar 2021
EP.13 - ผลกระทบของ iOS 14 กับ Facebook App Campaign
Episode ที่สิบสามของ Digipedia Podcast ยังอยู่กับประเด็นร้อนแรงในวงการ Digital Advertising กับการมาของ iOS 14 Update ล่าสุดจาก Apple ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงในการทำโฆษณาบน Platform ต่าง ๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หลังจาก Apple ได้ประกาศว่า iOS 14 Update ล่าสุดนั้นจะมีการเพิ่มมาตรการความเป็นส่วนตัวของดาต้าผู้ใช้งานมาให้ User ได้เลือกเองว่าผู้ใช้งานจะยินยอมให้ Application ต่าง ๆ สามารถเก็บข้อมูลของตนเองไปใช้ในเชิงธุรกิจและการทำโฆษณาได้หรือไม่หรือที่เรียกกันว่า App Tracking Transparency Framework (ATT) แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงกับการทำ Digital Marketing บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ อย่างแน่นอน วันนี้เราจะนำข้อมูลอัพเดทเบื้องต้นจาก Facebook ในเรื่องของผลกระทบของ ATT ต่อการทำแคมเปญ App Conversion มาแชร์ให้ฟังกัน __ แซม อธิราช หุตะสิงห์ / Sam Athirach Hutasingh วิว อริญชย์ ภุมรินทร์ / View Arin Phummarin Spotify: https://open.spotify.com/show/0GXiudAU3dme7U7nOmf1vp Apple Podcasts: https://podcasts.apple.com/th/podcast/digipedia-podcast/id1526963594 Pocket Casts: https://pca.st/3vknh01u YouTube: https://www.youtube.com/channel/UC4ze_IMMzsEPhnhTu8uzwVg Website: https://digipedia.studio/

10 Feb 2021
EP.12 - ผลกระทบของ iOS 14 กับ Facebook Website Conversions
Episode ที่สิบสองของ Digipedia Podcast มาพร้อมกับประเด็นร้อนแรงในวงการ Digital Advertising กับการมาของ iOS 14 Update ล่าสุดจาก Apple ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงในการทำโฆษณาบน Platform ต่าง ๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หลังจาก Apple ได้ประกาศว่า iOS 14 Update ล่าสุดนั้นจะมีการเพิ่มมาตรการความเป็นส่วนตัวของดาต้าผู้ใช้งานมาให้ User ได้เลือกเองว่าผู้ใช้งานจะยินยอมให้ Application ต่าง ๆ สามารถเก็บข้อมูลของตนเองไปใช้ในเชิงธุรกิจและการทำโฆษณาได้หรือไม่หรือที่เรียกกันว่า App Tracking Transparency Framework (ATT) แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงกับการทำ Digital Marketing บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ อย่างแน่นอน วันนี้เราจะนำข้อมูลอัพเดทเบื้องต้นจาก Facebook ในเรื่องของผลกระทบของ ATT ต่อการทำแคมเปญ Website Conversion มาแชร์ให้ฟังกัน __ แซม อธิราช หุตะสิงห์ / Sam Athirach Hutasingh วิว อริญชย์ ภุมรินทร์ / View Arin Phummarin Spotify: https://open.spotify.com/show/0GXiudAU3dme7U7nOmf1vp Apple Podcasts: https://podcasts.apple.com/th/podcast/digipedia-podcast/id1526963594 Pocket Casts: https://pca.st/3vknh01u YouTube: https://www.youtube.com/channel/UC4ze_IMMzsEPhnhTu8uzwVg Website: https://digipedia.studio/

20 Jan 2021
EP.11 - Targeting & Creative อะไรสำคัญกว่ากัน?
Episode ที่สิบเอ็ดของ Digipedia Podcast จะมาถกเถียงกันในปัญหาโลกแตกที่นักการตลาดออนไลน์ต้องเจอ Targeting หรือ Creative อะไรเป็นปัจจัยสำคัญกว่ากันที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพโดยรวมของแคมเปญโฆษณา ถ้าพูดถึงปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อ Performance ของแคมเปญโฆษณาออนไลน์แล้ว เราคงนึกออกไม่กี่ Factor เป็นอย่างแรกไม่ว่าจะเป็น Campaign Objective, Budget และ Bidding Strategy และอีกสองส่วนสำคัญที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ Targeting และ Creative ซึ่งก็คือการคำนึงถึงว่าสิ่งที่เราต้องการจะสื่อเราต้องการจะพูดคุยกับคนกลุ่มไหน และ เราต้องการที่จะพูดอะไรออกไปนั่นเอง วันนี้เราจะมาถกเถียงกันในมุมของ 2 Element หลักของการโฆษณาออนไลน์ว่าการ Targeting หรือ Creative นั้น Factor ไหนมีความสำคัญต่อผลลัพธ์ของการโฆษณาออนไลน์ (Campaign Performance) มากกว่ากัน __ แซม อธิราช หุตะสิงห์ / Sam Athirach Hutasingh วิว อริญชย์ ภุมรินทร์ / View Arin Phummarin Spotify: https://open.spotify.com/show/0GXiudAU3dme7U7nOmf1vp Apple Podcasts: https://podcasts.apple.com/th/podcast/digipedia-podcast/id1526963594 Pocket Casts: https://pca.st/3vknh01u YouTube: https://www.youtube.com/channel/UC4ze_IMMzsEPhnhTu8uzwVg Website: https://digipedia.studio/

14 Nov 2020
EP.10 - แกะรหัสลับ Search Terms Report
Episode ที่สิบของ Digipedia Podcast ยังอยู่กับ Paid Search Platform ซึ่งวันนี้เราจะมาเจาะลึกกันในเรื่องของ Search Terms Report ว่ามันสำคัญยังไง และมันช่วย Drive Cost Efficiency ได้อย่างไรบ้างในมุมของ Digital Marketing — ความแตกต่างระหว่าง Keyword กับ Search Term ก่อนที่จะไปรู้จักกับ Search Terms Report ว่ามีความสำคัญอย่างไรเรามาดูกันก่อนว่า "Keyword" กับ "Search Term" นั้นแตกต่างกันอย่างไร Keyword คือคำที่นักการตลาดหรือผู้ลงโฆษณาซื้อไว้เพื่อทาร์เก็ทและโชว์โฆษณาให้คนที่เสิร์ชคำเหล่านี้เข้ามา ส่วน Search Term คือคำที่ผู้บริโภคหรือกลุ่มเป้าหมายใช้ในการเสิร์ชจริง ๆ เวลาค้นหา หรือคำที่เค้าพิมพ์ลงไปจริง ๆ บน Google Search Box นั่นเอง — Search Terms Report คืออะไร Feature หนึ่งใน Google Ads ที่ช่วยทำให้เราเห็นคำที่ User Search เข้ามาและ Trigger โฆษณาของเราให้แสดงผล ซึ่งเราสามารถเข้าไปดูราย Keyword ที่เราซื้อได้เลยว่ากลุ่มเป้าหมายเสิร์ชคำว่าอะไรเข้ามาแล้ว Trigger Keyword คำไหนที่เราซื้อไว้และทำให้โฆษณาแสดงผลบ้าง — เวลาดู Performance รีพอร์ทควรดูที่ Search Terms หรือ Keywords Report อย่างที่ได้อธิบายไปข้างต้น การซื้อ Keywords ต่าง ๆ ในมุมมองของนักการตลาดเป็นการคาดเดาว่ากลุ่มเป้าหมายจะเสิร์ชคำว่าอะไรเพื่อค้นหาเกี่ยวกับโปรดักของเราเท่านั้น แต่การดู Search Terms Report นั้นเป็นการดูจากความเป็นจริงว่ากลุ่มเป้าหมายเวลาเค้าหาโปรดักของเราเค้าใช้คำว่าอะไรหรือใช้ Phrase อะไร เพราะฉะนั้นการดู Search Terms Report จะทำให้เราวิเคราะห์พฤติกรรมการเสิร์ชของกลุ่มเป้าหมายของเราได้ลึกกว่าและสะท้อนภาพความเป็นจริงมากกว่านั่นเอง — Search Terms Report ช่วยอะไรเราในการ Optimization ได้บ้าง - ช่วยทำให้เราเห็นว่าคำที่ผู้คนเสิร์ชเข้ามาเพื่อค้นหาเกี่ยวกับโปรดักหรือ Service ของเราเค้าเสิร์ชเค้ามาดูคำหรือ Phrase อะไรบ้างทำให้เราได้ Keyword ไอเดียใหม่ ๆ เพื่อทำให้เราซื้อ Keyword กลุ่มเหล่านั้นเพิ่ม - ทำให้เราเห็นว่า Search Term ที่ผู้บริโภคเสิร์ชเข้ามาแล้ว Trigger โฆษณาของเราให้แสดงผลนั้นมีคำไหนบ้างมี Performance ที่ดีหรือไม่ดี เช่นมี CTR หรือ Conversion Rate สูงต่ำยังไง คนเสิร์ชคำนี้เข้ามาแล้วไม่คลิกไม่เข้าเว็บไซต์มา Convert อาจจะหมายความว่า Search Query นี้ไม่สัมพันธ์ กับ Text Ad หรือสินค้าของเรา เราก็สามารถ Negative Search Query นี้เข้าไปใน Negative Keyword List ของเราได้เพื่อจะทำให้โฆษณาของเราไม่ต้องไปแสดงผลเวลาคนเสิร์ชคำเหล่านี้ หรือ Search Query ไหนที่มี Performance ที่ดีเราก็สามารถที่จะ Add เข้ามาใน Keyword List ของเราได้ทันทีเพื่อเป็นการขยายกลุ่มเป้าหมายโฆษณาของเราให้กว้างและตรงจุดมากยิ่งขึ้น - ทำให้ Quality Score ของ Keyword คำนั้น ๆ สูงขึ้น CPC มีโอกาสถูกลง ส่งผลให้ CPA ถูกลงตามมา เนื่องจาก Search Term ต่าง ๆ ที่ตัดคำไม่เกี่ยวข้องออกไปแล้วจะมีความตรงกับคำในโฆษณาของ Text Ad มากขึ้นและส่งผลให้คนคลิกโฆษณาเรามากขึ้น - ช่วยทำให้เห็นว่า Match Type ที่เราซื้อให้ Keyword คำนั้น ๆ เหมาะสมหรือยัง กว้างหรือแคบไปหรือเปล่า — Google ประกาศลดการแสดงผล Search Terms Report ให้แสดงเฉพาะคำที่เกี่ยวข้องจริง ๆ หรือคำที่มี Data ถึงตามที่ Google กำหนดเท่านั้น? Google ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการเริ่มต้นในเดือนกันยายน 2020 ว่า Search Terms Report จะแสดงผลเฉพาะ Search Term ที่มีดาต้า "เพียงพอ" (Click หรือ Impression) หรือเป็นคำที่เกี่ยวข้องเท่านั้น สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่นักการตลาดต้องจับตามองกันต่อไปว่าจะมีคำอธิบายหรือมาตรการใด ๆ ชัดเจนออกมาจากทาง Google ในอนาคตหรือเปล่า __ แซม อธิราช หุตะสิงห์ / Sam Athirach Hutasingh วิว อริญชย์ ภุมรินทร์ / View Arin Phummarin Spotify: https://open.spotify.com/show/0GXiudAU3dme7U7nOmf1vp Apple Podcasts: https://podcasts.apple.com/th/podcast/digipedia-podcast/id1526963594 Pocket Casts: https://pca.st/3vknh01u YouTube: https://www.youtube.com/channel/UC4ze_IMMzsEPhnhTu8uzwVg Website: https://digipedia.studio/

23 Oct 2020
EP.9 - Bidding Strategy บน Google Search มีอะไรบ้าง?
Episode ที่เก้าของ Digipedia Podcast จะพาคุณไปลงลึกเรื่อง Bidding Strategy บน Google Search Platform ว่ามีอะไรบ้าง และแต่ละอย่างช่วยตอบโจทย์แคมเปญในแต่ละแบบยังไง Manual Bidding Strategy — Manual CPC Manual CPC ถือเป็น Manual Bidding Strategy แบบครบวงจรที่จะทำให้เราสามารถควบคุมและตั้งราคาที่เรายอมจ่ายต่อคลิกหรือ Max CPC ได้ทั้งบนเลเวล Ad Group หรือ เลเวล Keyword เลยก็ทำได้ ซึ่งข้อดีของ Bidding Strategy ประเภทนี้คือการที่เราสามารถควบคุมและปรับเปลี่ยนเพดานราคาที่เรายอมจ่ายได้ด้วยตัวเองตลอดเวลา ส่วนข้อเสียก็ยังเป็นเรื่องที่เราไม่สามารถใช้ Signal ต่าง ๆ ที่ระบบมองเห็นมาช่วยเราในการ Optimize ได้ อีกทั้งการปรับ Manual CPC ขึ้นลงต้องใช้เวลาและความใส่ใจในการสังเกต Performance Data อยู่บ่อย ๆ เพื่อทำให้เราปรับ Bid ขึ้นลงและทำให้แคมเปญของเรามีประสิทธิภาพสูงสุดนั่นเอง Semi-Auto Bidding Strategy — Enhanced CPC เป็น Bidding Strategy ที่เราสามารถปรับเปลี่ยน Bid ขึ้นลงได้เหมือน Manual CPC ทุกอย่าง สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาก็จะเป็นเรื่องของการที่ระบบจะมาช่วยเราปรับบิดเพิ่มขึ้นหรือลดลงตาม Signal ต่าง ๆ ที่ระบบเห็นว่า Auction นั้น ๆ จะมีโอกาสก่อให้เกิด Conversion มากน้อยเพียงใด ซึ่งการใช้ Enhanced CPC ต้องมีการติด Conversion Tracking เพิ่มเติมเพื่อวัดผล Conversion บนเว็บไซต์ก่อนนั่นเอง Automated Bidding Strategies — Maximize Clicks เป็น Automated Bidding ที่ระบบจะพยายามปรับบิดขึ้นลงให้เองเพื่อให้เราได้ Cost per Click ที่ถูกที่สุด หรือเป็นการ Bring Traffic เข้ามาบน Website ของเราให้ได้มากที่สุดนั่นเอง ข้อดีของ Maximize Clicks คือ เราไม่ต้องมานั่งปรับ Bid ของแต่ละ Keyword หรือ Ad Group เองแบบ Manual CPC ระบบจะพยายามปรับบิดขึ้นลงให้เองโดยยึดเป้าหมายหลักคือการทำให้ได้คลิกมากที่สุด — Maximize Conversions Maximize Conversions ระบบจะปรับบิดขึ้นลงจาก Signal ที่ระบบเห็นว่า Auction ไหนมีโอกาสก่อให้เกิด Conversion บ้างและพยายามจะหา Conversion ให้กับ Campaign นั้น ๆ ให้ได้มากที่สุด ข้อดีก็คือสำหรับคนที่ไม่เคยรัน Campaign Conversion มาก่อนและไม่รู้ว่า CPA ของตัวเองควรจะอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ การใช้ Maximize Conversions ก็เป็นอีกทางเลือกนึงเพื่อใช้ Signal ต่าง ๆ จากระบบมา Learning และหา CPA ที่เหมาะสมกับแคมเปญของเรา — Target CPA สำหรับคนที่มีประสบการณ์และเคยรันแคมเปญ Conversion มาแล้ว เราก็จะรู้ Benchmark ของตัวเองว่าจริง ๆ แล้ว CPA ของเราควรอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ จริง ๆ แล้ว Target CPA ทำงานไม่ต่างจาก Maximize Conversions เลย คือการใช้ Signal ของระบบมาช่วย Optimize หา Conversion นั่นเอง แต่ Target CPA เราสามารถกำหนดราคาบอกระบบได้ว่า CPA ที่เราต้องการนั้นอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ — Maximize Conversion Value Maximize Conversion Value นั้นจริง ๆ การทำงานก็จะอ้างอิงกับระบบแทบจะทั้งหมดเช่นเดียวกันกับ Maximize Conversions โดยเราไม่สามารถตั้งข้อจำกัดหรือกำหนดราคา Bid เองได้ แต่ในเคสนี้ระบบจะไม่ Focus ไปที่การหา Conversion ให้ได้มากที่สุด แต่ระบบจะไปหา Conversion Value ที่สูงที่สุดมากกว่า — Target ROAS Target ROAS ทำหน้าที่เหมือนกับ Maximize Conversion Value แต่สิ่งที่ต่างไปคือเราสามารถกำหนด Target ROAS หรือ Return on Advertising Spend เป็นเปอร์เซ็นต์ตามที่เราต้องการได้ ยกตัวอย่างเช่นเราต้องการขายของให้ได้กำไรเท่านึงเราสามารถใส่ลงไปในระบบได้เลยว่าเราต้องการ ROAS ที่ 200% เป็นต้น — Target Impression Share เป็น Automated Bidding ตัวสุดท้ายที่จะมุ่งเน้นไปในการให้ระบบปรับบิดขึ้นลงเพื่อให้โฆษณาเราได้โชว์มากที่สุดมากกว่าการหา Click หรือ Conversion โดยเราสามารถกำหนดได้เลยว่าเราต้องการ Impression Share ที่กี่เปอร์เซนต์ __ แซม อธิราช หุตะสิงห์ / Sam Athirach Hutasingh วิว อริญชย์ ภุมรินทร์ / View Arin Phummarin Spotify: https://open.spotify.com/show/0GXiudAU3dme7U7nOmf1vp Apple Podcasts: https://podcasts.apple.com/th/podcast/digipedia-podcast/id1526963594 Pocket Casts: https://pca.st/3vknh01u YouTube: https://www.youtube.com/channel/UC4ze_IMMzsEPhnhTu8uzwVg Website: https://digipedia.studio/

29 Sept 2020
EP.8 - ถึงเวลาลงมือ! เริ่มต้นยิงโฆษณา Search ตอนที่ 1
Episode ที่แปดของ Digipedia Podcast จะพาคุณเริ่มลงสนามฟุตบอลจริงกับโฆษณา Search โดยการอธิบายถึง Campaign Structure เบื้องต้นที่ต้องเข้าใจก่อนการลงมือเซ็ตอัพ Google Ads คืออะไร? Google Ads เป็นชื่อของแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อผู้ใช้งานทั่วไปเพื่อการลงโฆษณาในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของ Google ไม่ว่าจะเป็น Google Search, YouTube, Google Display Network, Google Universal App Campaign, Gmail Ad หรือ Google Shopping Campaign ซึ่งผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้ามาลงโฆษณาและเซ็ตแคมเปญประเภทต่าง ๆ ได้บน Google Ads แพลตฟอร์มที่เดียว Search Campaign Structure ก่อนที่เราจะลงมือเซ็ตแคมเปญ Search เรามาทำความเข้าใจก่อนว่า Campaign Search Ad มีโครงสร้างอย่างไรบ้าง ซึ่ง Google Search Campaign มี Structure แบ่งออกได้เป็น 3 เลเวลหลัก ๆ - Campaign Level Campaign Level จะเป็นเลเวลหลักของ Search Campaign โดยการเซ็ต Daily Budget, Location, ภาษา และ Bidding Strategy จะต้องเซ็ตอัพบนเลเวลนี้ เพราะฉะนั้นการวางโครงในการเซ็ตแคมเปญจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราต้องกำหนดว่ากลุ่มคีเวิร์ดหรือโฆษณาที่อยู่ในแคมเปญนี้จะต้องใช้เงินร่วมกันวันละเท่าไหร่ และเรามี Goal อะไรสำหรับกลุ่มคีเวิร์ดและโฆษณากลุ่มนี้ เพื่อนำไปเลือก Bidding Strategy ที่เหมาะสมกับ Goal ของเรา ตามปกติแล้วสำหรับผู้เริ่มต้นทำโฆษณา Search แคมเปญอาจจะแบ่งตามประเภทสินค้าที่เรามีบนเว็บไซต์ ยกตัวอย่างเช่นเราทำธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้า แคมเปญหนึ่งอาจจะเป็นแคมเปญสำหรับเสื้อ อีกแคมเปญหนึ่งสำหรับกางเกงเป็นต้น หรือการแบ่งแคมเปญอาจจะแบ่งตามประเภทของกลุ่มคีเวิร์ดนั้น ๆ อย่างเช่น Brand Campaign, Generic Campaign หรือ Competitor Campaign เป็นต้น อย่างไรก็ตามการแบ่งแคมเปญควรคำนึงถึง Goal หลัก และความเกี่ยวข้องของกลุ่มคีเวิร์ดเป็นสำคัญ และควรที่จะมีการวางแผนอย่างรัดกุมเพื่อให้ง่ายต่อการ Optimize แคมเปญในอนาคต - Ad Group Level เลเวลที่สองคือ Ad group เลเวลซึ่งแต่ละ Ad group ก็จะมีคีเวิร์ดและโฆษณาอยู่ในแต่ละกรุ๊ป ซึ่งสิ่งหลัก ๆ ที่เราควรคำนึงถึงคือ Bidding (ยอมจ่ายที่ราคาต่อคลิก หรือ Target Cost per Conversion ไว้เท่าไหร่) และ Audience (ต้องการให้กลุ่ม Audience ที่มีความสนใจหรือ Demographic อย่างไรมา Search แล้วจึงจะเจอโฆษณาของเรา) ต่าง ๆ จะถูกเซ็ตที่เลเวลนี้ โดยการแบ่ง Ad Group เบื้องต้นอาจจะอ้างอิงตามประเภทสินค้า ยกตัวอย่าง Ad group ที่อยู่ในแคมเปญสำหรับเสื้อ อาจจะแบ่ง Ad Group ตามประเภทของเสื้ออีกทีหนึ่ง เช่น Ad Group สำหรับเสื้อยืด และ Ad Group สำหรับเสื้อเชิ้ต เป็นต้น โดยสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงในการวางแผนการแบ่ง Ad Group คือความเกี่ยวข้องกันของ Keyword ที่อยู่ใน Ad Group นั้น ๆ เป็นต้น แต่จริง ๆ แล้วการวางแผนในการแบ่ง Ad Group ก็สามารถทำได้อย่างหลากหลายและอิสระขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจนั้น ๆ แตกต่างกันไป บางเคสอาจจะมีการแบ่ง Ad Group ตาม Keyword Match Type ที่เราเลือกซื้อ หรือแบ่งตาม Performance ของกลุ่มคีเวิร์ดไปเลยเป็นต้น - Ad Level เป็นเลเวลที่ลึกที่สุดซึ่งจะอยู่ภายใต้เลเวล Ad Group อีกทีหนึ่ง ซึ่ง Ad ก็คือโฆษณา Text ที่เราเห็นบน Google Search Result Page นั่นเอง โดยปกติแล้ว ส่วนประกอบหลัก ๆ ของ Ad Text นั้นก็จะมีอยู่ 5 ส่วนใหญ่ ๆ ส่วนแรกก็คือ Headline หรือตัวหนังสือสีฟ้า ๆ ใหญ่ ๆ ที่เป็นเหมือนหัวข้อของโฆษณา ส่วนที่สองคือ Description ที่จะเป็นข้อความอธิบายเพิ่มเติมซึ่งอยู่ข้างล่างติดกับ Headline ส่วนที่สามคือ Final URL หรือเว็บไซต์ที่เราต้องการให้คนที่คลิกโฆษณาของเรา Land ไป ส่วนที่สี่ก็คือ Display URL หรือ Path ที่เราสามารถทำการ Customize เองได้และส่วนสุดท้ายจะเป็น Ad Extension ซึ่งเป็นส่วนขยายของโฆษณานั่นเอง __ แซม อธิราช หุตะสิงห์ / Sam Athirach Hutasingh วิว อริญชย์ ภุมรินทร์ / View Arin Phummarin Spotify: https://open.spotify.com/show/0GXiudAU3dme7U7nOmf1vp Apple Podcasts: https://podcasts.apple.com/th/podcast/digipedia-podcast/id1526963594 Pocket Casts: https://pca.st/3vknh01u YouTube: https://www.youtube.com/channel/UC4ze_IMMzsEPhnhTu8uzwVg Website: https://digipedia.studio/

11 Sept 2020
EP.7 - อ่านให้ขาด! Data จากแคมเปญบอกอะไรเราบ้าง?
Episode ที่เจ็ดของ Digipedia Podcast จะพาคุณรู้ในสิ่งที่ควรคำนึงถึงในการอ่าน Data ของแคมเปญโฆษณาออนไลน์เบื้องต้น มองให้ลึกถึงจุดที่กระทบกับ Campaign Performance ที่สุดก่อนเสมอ การอ่านและวิเคราะห์ Data ผิดจุดอาจจะทำให้การ Optimize แคมเปญผิดเพี้ยนไปได้ การอ่าน Data เบื้องต้นมักจะเริ่มจากปัญหาและการตั้งคำถามก่อนเช่น เรามีแคมเปญที่มี Objective เพื่อการ Drive Traffic เข้าเว็บไซต์ของเราให้ได้เยอะที่สุดแล้วปรากฏว่า CPC ของเราแพงเกินจากแพลนที่วางไว้ เราอาจจะต้องหยิบ Metrics ต่าง ๆ ออกมากางดูเพื่อค้นหาต้นตอของปัญหาจริง ๆ นอกจากนี้การที่แคมเปญ Performance ออกมาไม่เป็นไปตามที่เราแพลนไว้ เราอาจจะต้องเข้าไปดูกลุ่ม Target หรือโฆษณาที่ใช้เงินมากที่สุดก่อนว่า Perform เป็นยังไงเพราะกลุ่ม Target หรือโฆษณาที่ได้ใช้เงินที่สุดย่อมเป็นตัวบ่งชี้ Performance ภาพรวมของแคมเปญ เพราะฉะนั้นการมอง Data เมื่อแคมเปญเกิดปัญหาขึ้นจึงควรมองให้ลึกถึงส่วนที่กระทบกับ Campaign Performance ที่สุดจริง ๆ และต้องตั้งคำถามและสมมุติฐานกับ Data ที่มีอยู่เสมอ Sample Size เป็นเรื่องสำคัญ! การวิเคราะห์ Data และหาต้นตอของปัญหาในแคมเปญนั้น ๆ มีอีกสิ่งหนึ่งที่จะมองข้ามไม่ได้เลยนั่นก็คือขนาด Sample Size ของ Data ที่เราจะเอามาวิเคราะห์นั่นเอง การตัดสินว่าแคมเปญนี้หรือกลุ่มเป้าหมายนี้ไม่มีประสิทธิภาพและควรปิดแคมเปญไปเวลาที่ Data มี Sample Size น้อย อาจจะเป็นการด่วนตัดสินใจไปหน่อย เพราะระบบเองก็ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้สักช่วงเวลาหนึ่งกว่าที่จะได้ผลลัพธ์ที่มากพอเพื่อ Optimize แคมเปญของเราให้มีประสิทธิภาพ การที่เราด่วนตัดสินใจและปิดแคมเปญไปทั้ง ๆ ที่ยังได้ Sample Size ไม่เพียงพอให้เราวิเคราะห์ อาจจะเป็นการตัดโอกาสตัวเองก็เป็นได้ หยิบทุก Metric ขึ้นมาวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลอย่างสม่ำเสมอ การทำโฆษณาออนไลน์อย่างแรกที่เราต้องคำนึงถึงคือ Objective ของแคมเปญว่าเราอยากได้ผลลัพธ์ในเชิงไหนมากที่สุด ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราสามารถเลือกได้โดยตรงในระบบหลังบ้านของ Platform ต่าง ๆ เพื่อเป็นการบอกระบบว่า Result ใดที่เราอยากได้และให้ไปหาคนที่มีแนวโน้มจะเกิด Result เหล่านั้นมา ถ้าอ้างอิงจาก Objective ของแคมเปญแล้วการแพลนส่วนใหญ่มักจะมอง KPI ไปที่ผลลัพธ์ของ Objective แคมเปญนั้น ๆ เป็นหลักเช่น แต่ถ้าเรามองดู Data ที่แพลตฟอร์มต่าง ๆ ดี ๆ แล้วจะเห็นว่าระบบยังมี Metrics อื่น ๆ อีกมากมายซึ่งเป็นตัวช่วยบ่งบอกคุณภาพและประสิทธิภาพของแคมเปญเราในแง่มุมอื่น ๆ ด้วย ยกตัวอย่างเช่น เราตั้ง KPI และ Objective แคมเปญของเราเป็น Engagement เพื่อต้องการให้คนมา Engage กับโฆษณาของเรามากที่สุด แต่พอรันแคมเปญไปแล้ว เราพบว่าคนมา Like โฆษณาของเราเยอะจริง ๆ แต่เมื่อดู Metric Post Comment หรือ Post Share แล้วกลับไม่มีใคร Comment หรือ Share Content ของเราเลย เพราะฉะนั้นเราอาจจะวิเคราะห์ต่อไปได้ว่า Post Like ที่เราได้มานั้นเกิดประโยชน์จริง ๆ กับธุรกิจของเราหรือเปล่า หรือ Content ของเรานั้นจริง ๆ น่าสนใจมากน้อยขนาดไหนและต้องปรับเปลี่ยนอย่างไร การวิเคราะห์ Metrics อื่น ๆ และตั้ง Secondary KPI เอาไว้จึงไม่ใช่เรื่องเสียหาย และยังอาจทำให้เรา Optimize แคมเปญให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย ถูกหรือแพง ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง! หลาย ๆ คนคงมีปัญหาที่คิดว่า Cost per Result แพงเกินไปหรือทำไมแคมเปญอื่น ๆ ในธุรกิจ Industry เดียวกันถึงได้ Cost per Result ที่ถูกกว่า จริง ๆ แล้วคำว่า Result ถูกหรือแพงนั้นมีหลายปัจจัยที่แตกต่างกันไป ต่อให้จะเป็นธุรกิจใน Industry เดียวกันก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกลุ่มเป้าหมาย, Content, Placement ที่โฆษณาไปโชว์ หรือแม้แต่การใช้ Bidding Strategy ที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นการเทียบตัวเองกับคู่แข่งอาจจะไม่ใช่วิธีชี้วัดความถูกแพงของผลลัพธ์โฆษณาที่ยุติธรรมนัก การที่จะวิเคราะห์ว่า Cost per Result ถูกหรือแพงนั้น เราควรที่จะสร้าง Benchmark ขึ้นมาจากแคมเปญที่เราเคยยิงไปแล้วในอดีต __ แซม อธิราช หุตะสิงห์ / Sam Athirach Hutasingh วิว อริญชย์ ภุมรินทร์ / View Arin Phummarin Spotify: https://open.spotify.com/show/0GXiudAU3dme7U7nOmf1vp Apple Podcasts: https://podcasts.apple.com/th/podcast/digipedia-podcast/id1526963594 Pocket Casts: https://pca.st/3vknh01u YouTube: https://www.youtube.com/channel/UC4ze_IMMzsEPhnhTu8uzwVg Website: https://digipedia.studio/

6 Sept 2020
EP.6 - Optimize แคมเปญง่าย ๆ ด้วย 3 วิธีนี้!
Episode ที่หกของ Digipedia Podcast จะพาคุณไปเข้าใจหลักการ Optimization เบื้องต้นด้วย 3 วิธีง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ทำได้ การ Optimize แคมเปญคืออะไร แล้วมันสำคัญยังไง? อย่างที่ได้กล่าวไปใน Episode ก่อนหน้านี้ การทำแคมเปญโฆษณาออนไลน์อิงอยู่กับการประมูล (Auction) เป็นหลัก ซึ่งแน่นอนหมายถึงการแข่งขันในการแสดงโฆษณาของเราให้กับกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการย่อมเกิดขึ้นตลอดเวลา คู่แข่งก็มีเข้าออกในตลาดและการประมูลได้ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่ได้ตรงกับแพลนแคมเปญโฆษณาออนไลน์ที่เราวางไว้ในตอนแรกเสมอไป ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง Cost หรือ Result Rate ต่าง ๆ การ Optimize จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้แคมเปญของเราได้ผลลัพธ์ตามแพลนที่เราวางไว้ 1. การ Bidding หรือเปลี่ยนแปลงราคาการประมูล วิธีแรกเป็นวิธีที่ถือว่าเบสิกและรวดเร็วที่สุดในการปรับเปลี่ยน หรือ Optimize Campaign ของเราให้มีผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้ในทันที ถ้ายังจำกันได้ การทำโฆษณาออนไลน์คือการที่นักโฆษณาหลาย ๆ คนมายกป้ายชูราคาประมูลกันในระบบเพื่อหาผู้ชนะที่จะทำให้โฆษณาได้ไปแสดงผลบนหน้าจอของกลุ่มเป้าหมายที่เราเลือกไว้ ยกตัวอย่างเช่นตอนแรกเราอาจจะชูป้ายราคาไว้ที่ CPM ละ 60 บาท (ใส่เงินลงไปในระบบเพื่อบอกว่าเราเต็มใจจะจ่ายเงินเมื่อโฆษณาของเราได้แสดงผล 1,000 ครั้ง ที่ 60 บาท) แต่หากเราพบว่าจริง ๆ แล้วผลลัพธ์ที่เราได้จากระบบ CPM เหลือเพียง 50 บาท เราอาจจะทำการเปลี่ยนแปลงราคาที่เรายอมจ่ายในระบบให้เหลือ 50 บาทดู เราอาจจะมีโอกาศได้ราคา CPM ที่ถูกลงได้ 2. การปิดแคมเปญ กลุ่มเป้าหมาย หรือ โฆษณาที่มีราคาแพงหรือมี Performance ที่ไม่ดี วิธีที่สองเป็นอีกวิธีนึงที่สามารถทำได้ง่ายมาก ๆ และทำได้ทันทีเช่นเดียวกัน นั่นก็คือการลอง Test และเปรียบเทียบ Performance ระหว่างกลุ่มเป้าหมายหรือโฆษณาแต่ละตัวและทำการปิดหรือ Pause กลุ่มเป้าหมายหรือโฆษณาที่มี Performance ไม่ดี เพื่อให้งบประมาณโฆษณาที่เหลือเทไปใช้กับตัวที่ Perform ดีกว่า ยกตัวอย่างเช่น เรากำหนดกลุ่มเป้าหมายหลัก ๆ ไว้ 2 กลุ่มซึ่งมีความสนใจและช่วงอายุที่แตกต่างกัน ซึ่งในแต่ละกลุ่มเป้าหมายเราก็มีโฆษณารูปภาพ 2 รูป และโฆษณาวีดีโอ 1 ชิ้น เพื่อที่จะทำการ Test ว่ากลุ่มเป้าหมายหรือโฆษณาชิ้นไหนที่สามารถที่จะให้ Cost per Result ที่ถูกกว่ากัน เมื่อเราลองรันโฆษณาไป 4-5 วันแล้วมาดู Performance แล้วเราเห็นว่ากลุ่มเป้าหมายที่หนึ่งมี Result Rate ที่สูงกว่า และ Cost per Result ที่ถูกกว่า และโฆษณารูปภาพทั้ง 2 รูปก็ Perform ดีกว่าโฆษณาวีดีโอ ในเคสนี้เราอาจจะเลือก Pause กลุ่มเป้าหมายที่สองและโฆษณาวีดีโอออกไปจากแคมเปญ เพื่อให้งบประมาณโฆษณาของเราเทไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายที่หนึ่งและโฆษณารูปภาพมากขึ้น 3. การใช้เงินให้ถูกที่และคุ้มค่าโดยการโยกงบประมาณไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายหรือโฆษณาที่มี Performance ที่ดีกว่า ในบางกรณีนั้น บางกลุ่มเป้าหมายและโฆษณาอาจจะต้องใช้เวลาในการให้ระบบเรียนรู้เพื่อการแสดงผลโฆษณาที่แม่นยำมากขึ้น ซึ่งถ้าหากเราทำการปิดกลุ่มเป้าหมายนั้น ๆ โดยไม่ให้เวลาระบบในการเรียนรู้มากพอ อาจจะเป็นการตัดโอกาสตัวเองเมื่อกลุ่มทาร์เก็ตนั้นอาจจะ Perform ได้ดีขึ้นในภายหลัง วิธีที่สามจึงเป็นวิธีในการ Test ง่าย ๆ โดยที่เรายังไม่มีความจำเป็นต้อง Pause หรือปิดกลุ่มเป้าหมายที่ Perform ไม่ดีทิ้งไปตั้งแต่แรก แต่ใช้การโยกงบประมาณจากตัวที่ Perform ไม่ดีไปให้กลุ่มเป้าหมายที่ Perform ดีกว่าแทนและ Observe Performance จนแน่ใจแล้วว่ากลุ่มเป้าหมายที่เราลดงบประมาณโฆษณาไปไม่ Perform จริง ๆ จึงทำการปิดในภายหลังเพื่อไปหากลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ ที่อาจจะมี Performance ที่ดีขึ้น __ แซม อธิราช หุตะสิงห์ / Sam Athirach Hutasingh วิว อริญชย์ ภุมรินทร์ / View Arin Phummarin Spotify: https://open.spotify.com/show/0GXiudAU3dme7U7nOmf1vp Apple Podcasts: https://podcasts.apple.com/th/podcast/digipedia-podcast/id1526963594 Pocket Casts: https://pca.st/3vknh01u YouTube: https://www.youtube.com/channel/UC4ze_IMMzsEPhnhTu8uzwVg Website: https://digipedia.studio/

28 Aug 2020
EP.5 - อยากหาอะไรก็ Search? โฆษณาบน Google Search ต้องรู้อะไรก่อน?
Episode ที่ห้าของ Digipedia Podcast จะพาคุณไปเตรียมตัวให้พร้อมกับ สิ่งที่ควรรู้ก่อนทำโฆษณาบน Google Search ซึ่งถือเป็น Platform หลักที่เล่นกับ Intent ของผู้บริโภคได้โดยตรงและแม่นยำ โฆษณา Google Search คืออะไรและเหมาะกับธุรกิจประเภทไหน Google Search Ads ถือเป็นโฆษณาที่ทรงพลังและเป็นหัวใจสำคัญในธุรกิจทุกประเภท ถ้าเรามองดูพฤติกรรมการของผู้บริโภคในยุคนี้ดี ๆ แล้ว ผู้บริโภคจะ Search เมื่อเค้ามีความต้องการหรือมี Demand อะไรสักอย่าง หากจะบอกว่าธุรกิจประเภทไหนเหมาะกับ Google Search บ้าง ก็ต้องบอกว่าจริง ๆ แล้วธุรกิจทุกรูปแบบก็เหมาะกับ Google Search ในแง่มุมที่แตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น Service Business ต่าง ๆ อย่างเช่นช่างซ่อมกุญแจ รถลาก หรือแม้กระทั่ง เฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ หรือสินค้าที่ไม่ต้องการทำ Branding (สินค้าที่มีคู่แข่งเยอะและตัวสินค้าเหมือน ๆ กัน) แล้ว Organic Search กับ Search Ads ต่างกันอย่างไร? สิ่งที่แตกต่างกันและเห็นได้ชัดอย่างแรกระหว่าง Organic Search กับการทำ Google Search Ads นั้นคือความรวดเร็ว ซึ่งการที่เราจะทำเว็บไซต์ของเราให้ติด Ranking สูง ๆ บน Search Result โดยการทำ SEO นั้นอาจจะต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือเป็นปี ในขณะที่ถ้าเราซื้อ Google Search Ads เราสามารถโชว์โฆษณาของเราเหนือ Organic Search Result ได้ทันที ส่วนที่สองที่ Google Search Ads ได้เปรียบ Organic Search Result ก็คือ การที่เราสามารถปรับเปลี่ยนข้อความที่เราต้องการสื่อสารกับผู้บริโภคได้ในทันที ยกตัวอย่างเช่น เราสามารถโชว์ข้อความว่าขณะนี้แบรนด์เรามีโปรโมชั่นอยู่เพื่อดึงดูดผู้บริโภคให้เข้ามาใน Website ของเรา หัวใจของ Google Search Ads ที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดคืออะไร? ถ้ามาพูดถึงเรื่องหัวใจสำคัญที่สุดใน Google Search Ads คงหนีไม่พ้นเรื่อง Keyword ซึ่งถือเป็น การ Targeting บน Search Ads ซึ่งสิ่งนี้เราต้องคิดก่อนว่าถ้าเราเป็นผู้บริโภคเราจะ Search คำว่าอะไรเพื่อค้นหาสินค้าที่เราขายอยู่ตอนนี้ ซึ่งการซื้อ Keyword ในระบบนั้นก็สามารถระบุแยกย่อยตาม Match Type เพื่อเลือกความกว้างหรือแคบของ Search Term ที่ผู้บริโภค Search เข้ามาได้อีก ซึ่ง Match Type ของ Keyword บน Google Search Ads สามารถแบ่งแยกย่อยได้จากแคบไปกว้างได้ดังนี้ Exact → Phase → Broad Match Modifier → Broad อีกส่วนหนึ่งที่เป็นสิ่งสำคัญบนระบบ Google Search Ads ก็คือความ Relevancy ซึ่ง Google มีระบบที่เรียกว่า Quality Score ขึ้นมาซึ่งจะคำนึงถึงสามสิ่งหลัก ๆ อย่างนั่นก็คือ Expected CTR, Ad Relevancy และ Landing Page Experience ระบบการคิดเงินของ Google Search คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร? จริง ๆ ระบบการคิดเงินบน Google Search นั้นผู้ลงโฆษณาจะจ่ายเงินต่อเมื่อมีคนคลิกโฆษณาเท่านั้นไม่จำเป็นต้องจ่ายหากโฆษณาของเราได้แสดงผลแต่ไม่ถูกคลิกและจะจ่ายเงินเป็นราคาต่อคลิกหรือ CPC ซึ่งจริง ๆ แล้วจะพูดว่าฟรี 100% ก็คงไม่ใช่เสมอไป หากโฆษณาของเราได้แสดงผลแต่ไม่ถูกคลิกก็มีโอกาสที่ระบบจะมองว่า Expected CTR ของเราต่ำ และส่งผลให้ Quality Score ของเราแย่ลงซึ่งสุดท้ายอาจจะส่งผลต่อ CPC ที่แพงขึ้นได้ Google Search Ads มีความเกี่ยวข้องกับสื่ออื่น ๆ อย่างเช่น YouTube หรือ Facebook อย่างไร? Search Platform เป็นเหมือนที่ ๆ ไว้รองรับ Demand ของคน ณ Timing ที่แม่นยำ ยกตัวอย่างเช่นคนอาจจะเห็นโฆษณาของเราบน YouTube หรือ Facebook อาจจะจำเนื้อหาโฆษณาหรือโปรโมชั่นไม่ได้ทั้งหมด ส่วนใหญ่คนกลุ่มนั้นก็จะกลับมา Search เพื่อค้นหาข้อมูลอยู่ดีเมื่อเค้าเกิดมีความสนใจโฆษณาหรือสินค้าของเราขึ้นมา เพราะฉะนั้น Search Platform จึงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการทำโฆษณา Branding บน Rich Media Platform อื่น ๆ อย่าง YouTube หรือ Facebook เป็นต้น __ แซม อธิราช หุตะสิงห์ / Sam Athirach Hutasingh วิว อริญชย์ ภุมรินทร์ / View Arin Phummarin Spotify: https://open.spotify.com/show/0GXiudAU3dme7U7nOmf1vp Apple Podcasts: https://podcasts.apple.com/th/podcast/digipedia-podcast/id1526963594 Pocket Casts: https://pca.st/3vknh01u YouTube: https://www.youtube.com/channel/UC4ze_IMMzsEPhnhTu8uzwVg (https://www.youtube.com/channel/UC4ze_IMMzsEPhnhTu8uzwVg) Website: https://digipedia.studio/

25 Aug 2020
EP.4 - คำถามสุดเบสิค Auction? Bidding? สำคัญกับคุณแค่ไหน?
Episode ที่สี่ของ Digipedia Podcast จะพาคุณไปเข้าใจกลไกการทำงานของ Platform โฆษณาออนไลน์อย่างเจาะลึกขึ้น เริ่มจากคำถามสุดเบสิคว่า Auction และ Bidding คืออะไร และมันสำคัญแค่ไหนกันในมุมของนักการตลาดที่จะต้องรู้เรื่องเหล่านี้ รูปแบบการซื้อสื่อโฆษณาออนไลน์ในปัจจุบัน ถ้าเรามองย้อนกลับไปในการซื้อสื่อสมัยก่อนอย่าง หนังสือพิมพ์ บิลบอร์ด หรือแบนเนอร์รูปภาพบนเว็บไซต์ต่าง ๆ การซื้อสื่อเหล่านี้สามารถทำได้โดยตรงโดยการติดต่อกับ Publisher ต่าง ๆ และซื้อสื่อโดยวิธีการจองพื้นที่โฆษณาหรือ Reservation ซึ่งจะเป็นการตกลงราคาโดยตรงแบบ Fixed Cost กับ Publisher นั้น ๆ แต่เมื่อเทคโนโลยีพัฒนามากขึ้น การลงโฆษณาเข้าถึงคนนักธุรกิจรายย่อยได้มากขึ้น ระบบการจองหรือ Reservation อาจจะไม่ตอบโจทย์มากนักทั้งในเรื่องการจัดการบริหารความต้องการและ เรื่อง Rate ราคาที่ต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้นกับผู้ค้าหรือธุรกิจรายย่อยต่าง ๆ โลกโฆษณาออนไลน์จึงมีอีกระบบหนึ่งเพื่อเข้ามาแก้ปัญหาและตอบโจทย์ความต้องการที่มากขึ้นทุกวันในโลกโฆษณา นั่นก็คือระบบที่เรียกว่าการประมูลเพื่อโชว์โฆษณา หรือ Auction นั่นเอง แล้ว Auction (Bidding) ในบริบทของโฆษณาออนไลน์คืออะไร? หากพูดกันตามบริบทโดยทั่วไปแล้ว หลาย ๆ คนก็คงรู้จักการประมูล ซึ่งคือการแข่งขันกันด้วยราคา ลองนึกภาพตามนะครับ เหมือนเราเข้าไปนั่งในงานประมูลภาพเขียนที่มีคนพร้อมจะประมูลอยู่เต็มห้อง แต่ละคนก็ยกป้ายราคา (Bidding) แข่งกันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งผู้ที่ยอมจ่ายราคาสูงที่สุดก็จะชนะการประมูลและได้ภาพเขียนนั้นไป ซึ่งสิ่งนี้เองก็ไม่ต่างอะไรกับการประมูลโฆษณาออนไลน์เลย การประมูลส่วนใหญ่ในโลกของโฆษณาออนไลน์นั้นจะอ้างอิงอยู่บนพื้นฐานของ CPM เป็นส่วนใหญ่ (แน่นอนว่าการที่เรายิงโฆษณาออกไปจุดประสงค์แรกก็คือการที่โฆษณาของเราได้ไปโชว์ให้กลุ่มเป้าหมายเห็น) ซึ่งผู้ลงโฆษณาแต่ละเจ้าก็จะใส่ตัวเลขลงไปในระบบว่าตัวเองยอมจ่ายในราคา CPM ที่เท่าไหร่ และระบบก็จะวิเคราะห์เพื่อหาผู้ชนะในการประมูลครั้งนั้น ๆ ต่อไป แล้วระบบ Auction ดียังไง ทำไม Platform โฆษณาออนไลน์ถึงเลือกใช้ระบบ Auction กันหมด? ระบบการ Auction ในโลกของโฆษณาออนไลน์ถูกสร้างมาเพื่อรองรับกับความต้องการที่มากขึ้นของการลงโฆษณาออนไลน์ในโลกปัจจุบันซึ่งมีอัตราสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าใครก็สามารถลงโฆษณาออนไลน์ได้ และถ้าหาก Platform ต่าง ๆ ยังคงใช้ระบบ Reservation แบบ Case by Case เหมือนสมัยก่อนในการจัดการความต้องการลงโฆษณาที่มีสูงขึ้นทุกวันแบบนี้ ก็จะก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่เปลืองเกินเหตุ หรือการบริหารจัดการที่ล่าช้าและผิดพลาดขึ้นได้ Auction Model จึงเป็นระบบที่คิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ ระบบ Auction ในเรื่องของราคาและคุณภาพ? ต้องเกริ่นก่อนว่าสิ่งที่ Platform ส่วนใหญ่คิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นคือประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ หรือว่า User Experience นั่นเอง การรักษาให้ User อยู่บน Platform ให้ยาวนานที่สุดนับเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้นการที่ปล่อยให้ใครก็ได้ยิงโฆษณา Content ที่มีคุณภาพต่ำหรือเป็นการรบกวนผู้ใช้งานบน Platform นั้น ๆ คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ เพราะฉะนั้น ต่อให้ Online Platform จะใช้วิธีการ Auction หรือประมูลกันด้วยราคาว่าใครจะเป็นผู้ชนะการประมูลและได้ไปโชว์โฆษณาให้กลุ่มเป้าหมายเห็น ราคาประมูลกลับไม่ใช่เรื่องแรกที่ Platform พิจารณา แต่กลับเป็นตัว Content ต่างหากที่ Platform พิจารณาเป็นอย่างแรก __ แซม อธิราช หุตะสิงห์ / Sam Athirach Hutasingh วิว อริญชย์ ภุมรินทร์ / View Arin Phummarin Spotify: https://open.spotify.com/show/0GXiudAU3dme7U7nOmf1vp Apple Podcasts: https://podcasts.apple.com/th/podcast/digipedia-podcast/id1526963594 Pocket Casts: https://pca.st/3vknh01u YouTube: https://www.youtube.com/channel/UC4ze_IMMzsEPhnhTu8uzwVg (https://www.youtube.com/channel/UC4ze_IMMzsEPhnhTu8uzwVg) Website: https://digipedia.studio/

20 Aug 2020
EP.3 - ไม่รู้ไม่ได้แล้ว! คำศัพท์พื้นฐานของวงการโฆษณาที่ใคร ๆ ก็ต้องรู้
Episode ที่สามของ Digipedia Podcast จะพาคุณไปรู้จักคำศัพท์เฉพาะและศัพท์พื้นฐานในวงการมีเดียและโฆษณาออนไลน์ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ปูทางให้คุณเข้าใจและวิเคราะห์กลยุธมีเดียโฆษณาออนไลน์รวมถึงเข้าใจในสิ่งที่เราจะพูดใน Episode ต่อ ๆ ไปได้เจาะลึกยิ่งขึ้น คำศัพท์ตัวชี้วัดพื้นฐาน (Basic Media Metrics) จำนวนเงินที่ใช้ไปในการลงโฆษณา (Cost / Amount Spent) จำนวนครั้งที่โฆษณาได้แสดงผลหรือโชว์บนหน้าจอกลุ่มเป้าหมาย (Impression) จำนวนผู้ชมที่โฆษณาของเราเข้าถึงโดยไม่ซ้ำกัน (Reach) จำนวนครั้งโดยเฉลี่ยหรือความถี่ที่กลุ่มเป้าหมายเห็นโฆษณาของเรา (Frequency) จำนวนครั้งที่โฆษณาของเราถูกคลิก (Click) จำนวนครั้งที่โฆษณาวิดีโอของเราถูกดู (View) จำนวนครั้งที่โฆษณาวิดีโอของเราถูกดูจนจบ (Completed View) จำนวนครั้งที่กลุ่มเป้าหมายมีปฏิสัมพันธ์หรือโต้ตอบกับโฆษณาของเราเช่นกด Like หรือ Comment (Engagement) จำนวนของยอดขายหรือการกระทำใด ๆ ที่เป็นจุดประสงค์หลักของแคมเปญนั้น ๆ (Conversion) คำศัพท์ตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพของแคมเปญ (Effectiveness Media Metrics) สัดส่วนของคนที่เห็นโฆษณาของเราและคลิก (Click-through Rate / CTR) สัดส่วนของคนที่เห็นโฆษณาวิดีโอของเราแล้วดู (View Rate / View-through Rate / VTR) สัดส่วนของคนที่เห็นโฆษณาวิดีโอของเราแล้วดูจนจบ (Completion Rate) สัดส่วนของคนที่เห็นโฆษณาของเราแล้วมีปฏิสัมพันธ์หรือโต้ตอบกับโฆษณาของเรา (Engagement Rate) สัดส่วนของคนที่เห็นโฆษณาของเราแล้วซื้อของหรือเกิดการกระทำใด ๆ ที่เป็นจุดประสงค์หลักของแคมเปญนั้น ๆ (Conversion Rate) คำศัพท์ตัวบ่งชี้ความคุ้มค่าและราคาต่าง ๆ ของแคมเปญ (Efficiency Media Metrics) ราคาต่อการแสดงผลโฆษณา 1,000 ครั้ง (Cost per Mille / Cost per Thousand Impressions / CPM) ราคาต่อการเข้าถึงคน 1,000 คน (Cost per 1,000 Reached / CPR) ราคาต่อคลิก (Cost per Click / CPC) ราคาต่อวิดีโอวิว (Cost per View / CPV) ราคาต่อ Engagement (Cost per Engagement / CPE) ราคาต่อ Conversion (Cost per Acquisition / CPA) -- แซม อธิราช หุตะสิงห์ / Sam Athirach Hutasingh วิว อริญชย์ ภุมรินทร์ / View Arin Phummarin Spotify: https://open.spotify.com/show/0GXiudAU3dme7U7nOmf1vp Apple Podcasts: https://podcasts.apple.com/th/podcast/digipedia-podcast/id1526963594 Pocket Casts: https://pca.st/3vknh01u YouTube: https://www.youtube.com/channel/UC4ze_IMMzsEPhnhTu8uzwVg (https://www.youtube.com/channel/UC4ze_IMMzsEPhnhTu8uzwVg) Website: https://digipedia.studio/

13 Aug 2020
EP.2 - 6 สิ่งที่ควรรู้ก่อนทำโฆษณา Facebook
Episode ที่สองของ Digipedia Podcast จะพูดถึงสิ่งที่ควรรู้ก่อนการลงโฆษณา Facebook ซึ่งเป็น Platform ที่ได้รับความนิยมสูงทั้งในมุมของผู้บริโภคและนักการตลาด ความยืดหยุ่นในการลงโฆษณา (Flexibility) Facebook นอกจากจะเป็นแพลตฟอร์มที่ผู้บริโภคและนักการตลาดเข้าถึงได้ง่ายมากแล้ว การลงโฆษณาบน Facebook ยังถือว่ามีความยืดหยุ่นสูง และมีเครื่องมือที่เอื้ออำนวยให้นักการตลาดซื้อโฆษณาได้อย่างไร้ขีดจำกัด นอกเหนือจากฐานผู้ใช้งานที่ค่อนข้างใหญ่แล้วความยืดหยุ่นเหล่านี้ทำให้ Facebook เป็นตัวเลือกแรกๆของนักการตลาดหลายๆคนอย่างไม่ต้องสงสัย พื้นที่ในการโฆษนาที่เยอะและหลากหลาย (Placement) ถ้าพูดถึงการโฆษณาบน Facebook หลายๆคนอาจจะนึกถึง Facebook Feed, Facebook Messenger หรือ Facebook Stories และอย่างที่รู้กัน Facebook เองก็เป็นเจ้าของ Instagram ด้วย ซึ่งนอกจากการลงโฆษณาบนสอง Platform นี้แล้ว Facebook ยังเป็น Partner กับ Publisher และ Mobile Application อีกหลายๆเจ้าด้วย อัลกอริทึมของระบบที่คุณก็เลือกให้ตอบโจทย์ธุรกิจได้ด้วยตัวเอง (Campaign Objective) การลงโฆษณานั้นสิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้เลยคือการกำหนดเป้าหมายของแคมเปญนั้นๆ ซึ่งจริงๆสามารถจำแนกได้เป็นสามแบบหลักๆ คือ เพื่อให้ผู้บริโภครับรู้หรือการจดจำ (Awareness) เพื่อให้ผู้บริโภคพิจารณาสินค้าหรือบริการ (Consideration) และเพื่อให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าหรือบริการของเรา หรือ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดการกระทำที่เราต้องการ (Conversion) ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้เป็นหัวใจหลักในการทำการตลาดและกำหนดทิศทางของการทำโฆษณาออนไลน์ มีระบบช่วยให้เราโฆษณาได้แม่นยำขึ้นแต่คอนเทนท์ก็ยังสำคัญนะ (Content) สิ่งที่ควรรู้ก่อนลงโฆษณา Facebook คือ Content ยังคงเป็นหัวใจหลักบนแพลตฟอร์มโฆษณาออนไลน์ Facebook ที่ห่วงประสบการณ์ของผู้ใช้งานเป็นหลัก คงไม่อยากให้หน้า Feed ของผู้ใช้งานมี Content ที่ไม่มีคุณภาพไปแสดงผลอยู่ เพราะฉะนั้น Facebook จึงมีระบบการให้คะแนนโฆษณาด้วย ซึ่งจะวัดจากการที่เราปล่อยโฆษณาออกไปและผู้ชมมีการตอบรับกลับมาต่อโฆษณาตัวนั้นๆมากน้อย หรือดีไม่ดีอย่างไร ตัวเลือกการเข้าถึงเป้าหมายหรือกลุ่มลูกค้าที่มีความหลากหลาย (Audience Targeting) Facebook มีการเก็บข้อมูลผู้ใช้งานมากมาย และรู้ว่าผู้ใช้งานคนนั้นๆอยู่จังหวัดอะไร เพศไหน ใช้มือถือรุ่นอะไร มีความสนใจในเรื่องอะไรบ้าง และ มีพฤติกรรมอย่างไร และสิ่งเหล่านี้ก็เอื้อประโยชน์ให้นักการตลาดอย่างเราได้อย่างมหาศาล การกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการยิงโฆษณาบน Facebook สามารถทำได้ครอบคลุมและหลากหลาย ซึ่งการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย หรือ Audience Targeting บน Facebook นั้นสามารถแบ่งแยกย่อยได้เป็นสามประเภทหลักๆ นั่นก็คือ Core Audience, Custom Audience และ Lookalike Audience ไม่มีคำตอบตายตัวให้ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งการทดลองจึงสำคัญ (Test Everything) ไม่มีคำตอบใดๆตายตัวสำหรับธุรกิจที่มีความแตกต่างกันในโลกปัจจุบันนี้ การวางแผนที่ดีและการทดลองจึงเป็นเรื่องสำคัญ การทำโฆษณาบน Facebook ก็เช่นเดียวกัน การ Test & Learn เลยเป็นอีกสิ่งที่นักการตลาดควรทำเวลาลงโฆษณาจริงบน Facebook เพื่อหาจุดที่พอดีและส่วนผสมที่ลงตัว __ แซม อธิราช หุตะสิงห์ / Sam Athirach Hutasingh วิว อริญชย์ ภุมรินทร์ / View Arin Phummarin Spotify: https://open.spotify.com/show/0GXiudAU3dme7U7nOmf1vp Apple Podcasts: https://podcasts.apple.com/th/podcast/digipedia-podcast/id1526963594 Pocket Casts: https://pca.st/3vknh01u YouTube: https://www.youtube.com/channel/UC4ze_IMMzsEPhnhTu8uzwVg (https://www.youtube.com/channel/UC4ze_IMMzsEPhnhTu8uzwVg) Website: https://digipedia.studio/

8 Aug 2020
EP.1 - จะซื้อโฆษณาทั้งที ซื้อบน Facebook หรือ Google อันไหนดีกว่ากัน?
"ก้าวแรกกับ…มีเดียไหนปังที่สุด" Episode แรกของ Digipedia Podcast จะพาคุณไปพูดคุยเกี่ยวกับการเปลี่ยนไปของพฤติกรรมการเสพสื่อในปัจจุบันซึ่งปรับเปลี่ยนการวางแผนการตลาดแบบดั้งเดิมไปโดยสิ้นเชิง การโฆษณาออนไลน์ในปัจจุบันมีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน? ด้วยสถานการณ์ Covid-19 และความนิยมในการหารายได้เสริม บวกกับช่องทางการขายและทำการตลาดที่เข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้น ร้านค้าออนไลน์จึงผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในแต่ละวัน การเข้ามาของ Marketplace เจ้าใหญ่ๆ อย่าง Shopee และ Lazada ก็ยังส่งผลในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคส่วนใหญ่ให้มาจับจ่ายใช้สอยบนช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น ในยุคที่การซื้อขายเกิดขึ้นได้แค่ปลายนิ้วบนโทรศัพท์เพียงเครื่องเดียว สินค้าส่งถึงมือผู้บริโภคโดยที่ยังไม่ได้ก้าวขาออกจากบ้านเลยด้วยซ้ำ ในเมื่อโฆษณาทีวี หรือ บิลบอร์ด ยังถือเป็นสื่อสำคัญที่ยังคงส่งผลต่อทัศนคติ และ พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคได้ เพราะฉะนั้นโฆษณาออนไลน์ก็ไม่ได้สำคัญน้อยไปกว่ากัน ยิ่งอยู่ในยุคที่ร้านค้าสามารถเปิดได้ด้วย Smart Phone เพียงเครื่องเดียวและใครๆก็สามารถซื้อโฆษณาออนไลน์ในราคาที่จับต้องได้ เพราะฉะนั้นการที่ร้านค้าไม่ซื้อโฆษณาออนไลน์ก็ดูจะเป็นการเสียโอกาสซะมากกว่าในยุค Technology Disruption แบบนี้ จะซื้อโฆษณาออนไลน์ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง? การจะทำสื่อโฆษณาให้มีประสิทธิภาพนั้น หนังสือการตลาดพื้นฐานที่เราเคยร่ำเรียนกันมาก็ไม่ได้วางอยู่บนหิ้งอย่างเดียว สิ่งที่นักการตลาดหรือนักธุรกิจหน้าใหม่ที่จะก้าวเข้ามาในวงการโฆษณาออนไลน์ต้องตอบให้ได้ก็คงจะเป็นคำถามที่ดูง่าย แต่ตอบยากอย่าง “ใครคือกลุ่มลูกค้าของคุณ” และ “ปกติเขาเสพสื่อประเภทไหน” ซึ่งก็จะส่งผลให้คำตอบของคำถามสุดท้ายชัดเจนมากยิ่งขึ้น “เราจะเข้าถึงเขาอย่างมีประสิทธิภาพด้วย Platform โฆษณาไหน” ที่สุดแล้วเราแค่ต้องรู้และเข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนการวางแผนโฆษณาว่า คนแบบไหนกันที่จะมาซื้อสินค้าของเรา การกำหนด Persona ของกลุ่มลูกค้าของสิ้นค้าของเราเป็นหหัวใจหลักของการทำการตลาดไม่ว่าจะเป็น ออนไลน์ หรือ ออฟไลน์ก็ตาม ก้าวแรกกับ…มีเดียไหนปังที่สุด? คำถามยอดฮิตของนักการตลาดออนไลน์หน้าใหม่ที่จริงๆแล้วก็ไม่มีคำตอบแน่นอนเนื่องจากปัจจัยของแต่ละสินค้าและธุรกิจนั้นๆมีความแตกต่างกันไปมาก เพราะฉะนั้นการใช้คำตอบเดียวกันกับทุกธุรกิจคงไม่ดีแน่ การรู้และเข้าใจข้อดีข้อเสียของแต่ละ Platform ยอดนิยมของคนไทยอย่าง Facebook, Google หรือ LINE และการนำไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ของแต่ละธุรกิจต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญ จุดแข็งของการโฆษณาออนไลน์บน Platform ต่างๆที่นอกจากจะมีฐานผู้ใช้งานที่ค่อนข้างสูงส่งผลให้เราเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ง่ายมากขึ้นแล้ว ยังมีเรื่องของ ดาต้าต่างๆที่ทำให้เราสามารถโฆษณาไปหากลุ่มเป้าหมายของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้ด้วย ซึ่งถ้าเทียบกับการซื้อสื่อโฆษณาสมัยก่อนอย่างเช่นการซื้อโฆษณาทีวีหรือ Magazine นั้นต้องทำการศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มผู้ชมหรือผู้อ่านอย่างละเอียดว่าคนกลุ่มนั้นใช่กลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการจะเข้าถึงจริงๆหรือไม่ ในขณะที่การโฆษณาออนไลน์นั้นสามารถทำได้ง่ายกว่าแม่นยำมากกว่าและยังเป็นการลดการสูญเสียงบประมาณโฆษณาที่เราแสดงผลให้กับคนที่อาจจะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของเราได้ด้วย ซึ่งใน Episode นี้จะเป็นการเกริ่นให้ผู้ฟังได้รับรู้ถือข้อดีข้อเสียเบื้องต้นของแต่ละ Online Platform เพื่อปูทางไปยังการวางแผนการตลาดและเลือกใช้สื่อให้เหมาะสมกับผลลัพธ์ทางธุรกิจนั้นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ __ แซม อธิราช หุตะสิงห์ / Sam Athirach Hutasingh วิว อริญชย์ ภุมรินทร์ / View Arin Phummarin Spotify: https://open.spotify.com/show/0GXiudAU3dme7U7nOmf1vp Apple Podcasts: https://podcasts.apple.com/th/podcast/digipedia-podcast/id1526963594 Pocket Casts: https://pca.st/3vknh01u YouTube: https://www.youtube.com/channel/UC4ze_IMMzsEPhnhTu8uzwVg (https://www.youtube.com/channel/UC4ze_IMMzsEPhnhTu8uzwVg) Website: https://digipedia.studio/
Contact Digipedia Podcast
- Guest appearances
- Does not typically book guests
Based on episode analysis; this does not confirm that the show is currently accepting guests.
Host of Digipedia Podcast?
Claim your podcast to manage its listing and keep your show details accurate.
Pod Engine is an independent podcast discovery and analytics service and is not affiliated with or endorsed by this podcast. Artwork and show content belong to their owners. Full legal notice.
Explore this show
Podcast research with Pod Engine