Imposter Syndrome vs Armchair Quarterback
คนนึงเก่งเกิน Ego อีกคน Ego เกินเก่ง
อย่าตกเป็นเหยื่อของ Dunning-Kruger Effect นั้นคืออาการของคนที่ไม่เก่งแต่คิดว่าตัวเองเก่ง
สิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้คือการยอมรับว่าตัวเองไม่เก่งมันก็เปิดประตูให้เราหาทางที่จะเรียนรู้/แก้ไขแล้ว
Credit: Think Again - Adam Grant
11 Sept 2021
เทคนิคเลิกผลัดวันประกันพรุ่ง
Source: The Procrastination Cure - Damon Zahariades (https://www.amazon.com/Damon-Zahariades/e/B011Q3T9ZQ?ref_=dbs_p_pbk_r00_abau_000000)
9 Sept 2021
รู้จักตัวเองด้วย Principle You
หลายๆคนน่าจะรู้จัก 16 Personalities Test นะครับแต่วันนี้เรามีอีกตัวเลือกนึงที่เรารู้สึกว่า Practical กว่านั้นก็คือ Principle You
Principle You
https://principlesyou.com/
16 Personalities Test
https://www.16personalities.com/th
7 Sept 2021
Technique สร้าง content ยังไงให้โลกจำ
คนเราเวลาจำอะไรเขาไม่ได้จำเป็นตัวเลขแต่เขาจำเป็นเรื่องราว เขาจำได้จากความรู้สึกที่เราทำให้
เรามาเข้าใจ Model STEPPS จาก Professor Jonah Berger
Social Currency: คนเราชอบพูดถึงสิ่งที่ทำให้ตัวเองดูดี Trigger: จุดที่ให้สัญญาณให้เกิดพฤติกรรม Emotion: ดึงอารมณ์ร่วม Public: สามารถกระจายออกสู่ผู้คนมากมาย Practical Value: มีประโยชน์ Story: มีเรื่องราว
Credit: Contagious - Jonah Berger
Credit: Panasm's Blog
https://www.panasm.com/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD-contagious/ (https://www.panasm.com/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD-contagious/)
1 Jun 2021
มนุษย์ไม่ได้ evole มาเพื่อการออกกำลังกาย
ที่เราไม่อยากออกกำลังกายเป็นเรื่องปกติเพราะการออกกำลังกายสำหรับเราแล้วเป็นการใช้พลังอย่างสิ้นเปลืองในยุคที่เราต้องล่าสัตว์เพื่อเป็นอาหาร
แล้วเราจะทำยังไงถึงจะเอาตัวเองไปออกกำลังกายได้ในเมื่อการออกกำลังกายนั้นมีประโยชน์?
Credit: "Exercised: Why Something We Never Evolved to Do Is Healthy and Rewarding" - Dan Lieberman
25 May 2021
ข้อคิดที่ได้จากหนังเรื่อง Her
เมื่อ AIเข้าใจเราจนเราตกหลุมรักมันแทนมนุษย์คนอื่นๆ
AI ที่คิดแทนเราในทุกๆเรื่อง
AI ที่รับฟังเราในเรื่องที่เราไม่กล้าพูดกับใคร
แต่เมื่อเรามารู้ว่าที่เราชอบ AI มันเป็นเพราะมันไม่ทะเลาะกับคุณเหมือนที่เราทะเลาะกับคู่คนก่อนๆ
18 May 2021
10 เทคโลยีสุดล้ำที่จะมาในปี 2030s Part 2
6) The First True Anti-aging Intervention
ถึงอายุจะแก่ขึ้นแต่ร่างกายไม่แก่
7) Autonomous Robots with a license to kill
หุ่นยนต์ที่ถูกสร้างมาเพื่อสังหาร
8) Our very own lab-grown organs (and meat)
ร่างกายและอวัยวะที่ถูกสร้างในแล็ป
9) Personal Fabricators in every home
อยากได้อะไรก็ปริ้นเอา
10) The oceans will quench the world's thirst
น้ำทะเลจะถูกนำมาดื่มมากขึ้น
Credit: 10 mindblowingly futuristic technologies that will appear by the 2030s (gizmodo.com) (https://io9.gizmodo.com/10-mindblowingly-futuristic-technologies-that-will-appe-673136756)
11 May 2021
10 เทคโลยีสุดล้ำที่จะมาในปี 2030s Part 1
Artificial Intelligence Personal Assistant
ถ้า AI มี Emotion แล้วจะเกิดอะไรขึ้น?
Computers are everywhere
เมื่อทุกสิ่งที่เราทำถูกบันทึกเป็นข้อมูล
Virtual Animals with digital minds
สัตว์เลี้ยง Virtual ที่มีความคิด
Geoengineering
เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนสภาพแวดล้อม
An Interplanetary Internet
อินเตอเน็ตข้ามโลกเมื่อการท่องเที่ยวอวกาศก็ยังใช้เน็ทได้
Credit: 10 mindblowingly futuristic technologies that will appear by the 2030s (gizmodo.com) (https://io9.gizmodo.com/10-mindblowingly-futuristic-technologies-that-will-appe-673136756)
ที่เราเลือกซื้อสินค้ามันเป็นเพราะตัวสินค้ามันดีหรือเพราะใจเราเทไปให้แบรนด์นั้นแล้ว?
ที่คุณบอกว่าสินค้านี้มี Features ที่แตกต่างไม่เหมือนใคร แต่อาทิตย์ถัดไปแบรนด์คู่แข่งก็ปล่อยตัวสินค้าที่ทำได้เหมือนกับสินค้าที่คุณบอกเป๊ะ
แบบนี้ Unique Selling Point มันมีจริงๆหรือ? ทำไมแบรนด์ถึงเริ่มมาใช้ Emotional Selling Point ในการดึงลูกค้าแทน
ถ้าโลกนี้ไม่มีGoogle หละ?
.
ทุกวันนี้เราแทบจะใช้ Google คิดแทนเราเลย ไม่ว่าเรามีปัญหาอะไรสิ่งแรกๆที่คนคิดจะทำเราก็จะคิดถึง Google ทันทีจนเราเคยชินจนทักษะการแก้ปัญหาหรือการคิดเราน้อยลง แล้วถ้าวันนึง Google หายไปหละ
.
ตัวอย่างนึงที่หลายๆคนอาจเคยได้ดูคือหนังเรื่อง “Cast Away” ในหนังพนักงานเขาเวลาเจอปัญหาก็จะพึ่ง Search Engine อย่างYahooพอมาติดเกาะด้วยความรู้ที่ไม่ค่อยมีเขาเลยต้องหาวิธีแก้ปัญหานั้นด้วยตัวเอง แล้วถ้าเกิดเป็นตัวอย่างเช่นโอกาสทางด้านธุรกิจถ้าคุณพึ่ง Google มากไปจนคุณไม่มีความรู้รอบตัวเพราะคุณให้Google เป็นสมองที่สองของคุณ คุณจะทำอย่างไร?
.
ในวิดิโอของคุณThomas Frank – “The Skill You’re Slowly Losing” เขาพูดว่าถ้าคุณเจอปัญหาให้ใช้เวลา15 นาทีพยายามแก้มันก่อนที่เราจะขอความช่วยเหลือไม่ว่าจะเกิดจากGoogle หรือผู้รู้เพราะการที่เราพยายามแก้ปัญหานั้นถึงแม้ว่าเราทำผิดแต่พอเรารู้คำตอบที่ถูกต้องแล้วเราจะจำได้แม่นกว่าเดิม
.
ทุกๆการกระทำของคุณเป็นการโหวตถึงตัวตนของคุณและคุณต้องเข้าใจว่าร่างกายของคนเรานั้นฉลาดมากเพราะมันจะเรื่องสิ่งที่ง่ายเสมอ ยิ่งถ้าคุณเสนอสิ่งง่ายๆอย่างขอความช่วยเหลือจาก Google จนเคยชินแล้ว… ร่างกายเราก็จะเลือก Google แต่ถ้าคุณเลือกที่จะฝึกแก้ปัญหาแน่นอนว่าร่างกายของคุณจะทำให้มันง่ายขึ้นเมื่อคุณฝึกมันบ่อยๆ
.
นอกจากนั้นแล้วถ้าคุณพึ่งGoogle มากไปมันแทบจะคิดแทนคุณเลยนะตัวอย่างเช่นคุณไปเที่ยวแล้วถ้าคุณตามGoogle คุณอาจพลาดสิ่งอื่นๆที่Google ไม่ได้แน่นำคุณด้วยนะ
.
แล้วคุณเชื่อGoogleได้จริงๆหรอถ้าเทียบระหว่างการถามผู้รู้ที่ไว้ใจได้กับสื่อใน Internet ที่ Google หาให้คุณ
.
ถ้าอยากแก้ปัญหาเก่งๆ หากระดาษมาจดมาวาดเพราะถ้าคุณเห็นภาพคุณก็จะมองโจทย์ได้ชัดเจนขึ้นนะ
แถมคุณยัง Happy ด้วยกับการที่คุณสามารถแก้ปัญหานั้นได้ด้วยตัวคุณเอง
------------------------------------
สามารถติดตาม GenTalk Podcast ได้ที่
Spotify: http://bit.ly/GenTalkSpotify
Apple Podcast: http://bit.ly/GenTalkApplePodcast
4 Mar 2021
JOMO vs FOMO ตามเทรนด์ไปทำไมถ้าเรามีความสุขกับตัวเอง
JOMO: Joy of missing out อาการที่มีความสุขไม่ว่าตัวเองจะตกเทรนด์
FOMO: Fear of missing out อาการกลัวการตกเทรนด์
.
Fear of missing out เห็นได้บ่อยครั้งในเวลามีเทรนด์ใหม่เกิดขึ้น เพราะสังคมส่วนใหญ่ตามเทรนด์นี้เราเลยอยากเข้าสังคมนี้ด้วยเหมือนกัน
ซึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัดจาก FOMO ก็มีเรื่อง Bandwagon Effect นั้นก็คือถึงแม้มันไม่ได้เป็นตัวตนของเราจริงๆแต่เราก็เลือกที่จะทำเพราะทำตามคนอื่น นอกจากนั้นยังมีเรื่อง Snob effect ที่ว่าด้วยความอยากโดดเด่นในสังคมที่ตนอยุ่อีกด้วย
.
Joy of missing out มักจะเกิดขึ้นกับคนที่ได้รับข้อมูลข่าวสารมากไปจนเกิดอาการ toxic และพร้อมที่จะเอาตัวเองมาออกจากจุดนั้น เริ่มมีกระแสของเรื่อง JOMO มากขึ้น เห็นได้ชัดจากแอพพลิเคชั่น social media detox ในยุคปัจจุบัน
.
อย่างไรก็ตามพวกเราควรสร้างสมดุลระหว่าง FOMO และ JOMO ไม่ควรมีอย่างใfอย่างหนึ่งมากไป
หากมี FOMO มากไป อยากได้ อยากตามกระแสอาจทำให้เราใช้จ่ายเกินตัวหรือทำในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนของเรา
หากมี JOMO มากไป อาจทำให้เราเสียเปรียบเรื่องข้อมูลข่าวสารรอบตัวและเป็นปัญหาได้ในการใช้ชีวิต
2 Mar 2021
Burnout vs Brownout หมดไฟหรือจะสู้หมดใจ
Burnout vs Brownout หมดไฟหรือจะสู้หมดใจ
อาการ Burnout เป็นคำทุก Gen เคยได้ยินนั้นคืออาการหมดไฟแต่ Brownout หละแค่ได้ยินกันรึเปล่า? Brownout คืออาการหมดใจซึ่งเกิดได้จากสถานที่ทำงานที่มี Value ไม่ตรงกับเราเหมือนเราเลือกเดินไปคนหละทาง
.
การรักษาอาการ Burnout ทำได้ตั้งแต่การจัดการแบ่งงานและการพักผ่อน นอกจากนั้นเรายังสามารถเลือกที่จะปรับมุมมองของตัวเองที่อ่อนโยนกับตัวเองมากขึ้น อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นโดยที่เราไม่รู้ Background ของเขาเลย
.
แต่เมื่อเราเกิดอาการ Brownout มันมีการ Mismatch ระหว่าง Value ของบริษัทและตัวพนักงาน การรักษาตรงนี้ได้คือนำตัวเราไปอยู่ในจุดที่เรามีความสุขเพราะเราได้สร้างผลงานที่มีความหมายสำหรับเราและบริษัทด้วย เพราะสุดท้ายบริษัทเขาก็ต้องการ Talent ที่มี value ตรงกับบริษัทเหมือนกัน
Contact GenTalk
Guest appearances
Does not typically book guests
Based on episode analysis; this does not confirm that the show is currently accepting guests.
Host of GenTalk?
Claim your podcast to manage its listing and keep your show details accurate.
Pod Engine is an independent podcast discovery and analytics service and is not affiliated with or endorsed by this podcast. Artwork and show content belong to their owners. Full legal notice.
Explore this show Podcast research with Pod Engine