

- 8
- Episodes
- 2020
- First episode
About มาอ่านกับครู
คำแนะนำการอ่านตำราและเอกสารสำหรับนิสิต นักศึกษา นักเรียน และผู้สนใจทั่วไป ฯ รายการนี้แนะนำตำราสำคัญที่ใช้ในอุดมศึกษามาวิเคราะห์พร้อมกับวิธีอ่ารที่เหมาะสม ฯ มีจุดประสงค์ช่วยนิสิตนักศึกษาให้รู้จักและเพื่อเพิ่มทักษะการอ่าน ในขณะเดียวกันแนะนำทางเข้าข้อมูลต่างๆ ที่นิสิตอาจจะยังไม่กล้ามาดูมาศึกษาเพราะคิดว่ายาก ดังนั้นจะนำมาตำราภาษาต่างประเทศมาวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ส่วนตำราภาษาไทยจะนำมาบางเล่มที่รู้อย่างดีหรือตำราที่ได้อ่านและตรวจก่อนที่ออกติพิมพ์ ฯ เนื้อความที่นำมาและแนะนำส่วนใหญ่จะเป็นวิชาที่มีประสบการสอนหรือได้ทำวิจัยแล้ว ได้แก่วิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะชิววิทยา ชิวเคมี สรีรวิทยา ฯลฯ
- Publisher
- Alfredo Villarroel
- Category
- education
- Language
- th
- Explicit
- No
- First episode
- 14 Apr 2020
- Latest episode
- 16 May 2020
Latest episodes
8 episodes in the feed.

16 May 2020
ตำรา Medical Physiology มาแนะนำ บทที่ ๑๘ Blood
ตอนนี้จะชวนมาอ่านบทที่ ๑๘ ของตำรา Medical Physiology ของ Boron & Boulpaep สำนักพิมพ์ Elsevier ฉบับที่ ๒ (ISBN-978-0-8098-2449) พ.ศ. ๒๕๕๕ เล่มนี้ใช้ในการเรียนสริระวิทยาทางการแพทย์ ส่วนใหญ่จะเรียนปี ๓ ของอุดมศึกษา ฯ บทที่ ๑๘ เล่าถึงลักษณะของเลือด ก่อนที่จะเริ่มอ่านควรดูโครงสร้างของบท ซึ่งบทนี้มีหัวข้อใหญ่ ๔ หัวข้อ อาทิ เลือดพลัสมาและซิรัม ๑ กระบวนการการสร้างเซลล์เลือดและลักษณะของเซลล์เลือด ๒ ลักษณะทางด้านฟิสิกส์ของเลือด ๓ และการห้ามเลือด ๔ ฯ บทนี้มีข้อเท็จจริงจำนวนมาก เช่น ค่าปกติปริมาตรเลือด ขนาดปกติของเซลล์ต่างๆ ค่าความเข้มข้นของสารต่างๆ ผู้อ่านควรจัดตารางเพื่อเ็บค่าต่างๆ ดังเกล่า ฯ อย่างไรก็ตาม เลือดประกอบด้วยเซลล์ชนิดต่างๆ (formed elements) และส่วนที่เป็นน้ำคือ พลาสมา เมือแยกพลาสมากับเซลล์ร้อยละของปริมาตรเลือดที่เป็นเซลล์เรียก hematocrit ฯ ส่วนพลาสมาประกบด้วย น้ำ โปรตีน น้ำตาลต่างๆ ไขมัน และเกลือ โปรตินที่สำคัญมี albumin fibrinogen globulin ฯลฯ เมื่อเลือดแข็งตัว โปรติน fibrin จะติดกับเม็ดเลือดแดง พลาสมาจะเปลียนเป็น serum ฯ บทพูดถึงกระบวนการสร้างเลือด (hematopoiesis) และการสร้างเม็ดเลือดแดง (erythropoiesis) ฯ เม็ดเลือดแดงเป็นเซลล์ที่ไม่มีนิวเคลียส ไม่มี mitochondria และไม่มีไรโบโซม มีรูปสัณฐาน biconcave และมีเสนผ่าศูนย์กลาง 7.5 µm เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่ ส่งแก็สอ็อกซิเจน ส่งแก็สคาร์บอนไดอ็อกไซด์ และรักษาสมดูลย กรด-ด่าง ฯ ต่อไปมีส่วนเกี่ยวกับลักษณะทางด้านฟิสิกส์ของเลือด และอธิบายความหนืดของเลือด ฯ ส่วนสุดท้ายพูดถึงการแข็งตัวของเลือด คือ hemostasis และ fibrinolysis ฯ บทมีหลายจุดที่อยากให้ผู้อ่านมาหาความรู้เพิ่มที่ Internet จุดนั้นจะมีรูปหนูคอมพิวเตอร์ ๚ะ๛

9 May 2020
การติพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ มาแนะนำ เอกสารของ ICMJE
ตอนนี้จะชวนมาอ่านเอกสาร Recommendations for the conduct, reporting, editing, and publication of scholarly work in medical journals ฉบับ 2019 เอกสารนี้เป็นข้อแนะมำให้ติพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ของ ก.ก. บรรณาธิการนานาชาติ (ICMJE http://www.icmje.org/) ฯ สำหรับเตรียมต้นฉบับทั่วๆ ไปต้องใช้รูปแบบ IMRAD ส่วนการศึกษาแบบสุ่ม การศึกษาสังเกต และ บทปริทัศนเป็นระบบ จะใช้แนวปฏิบัติของ CONSORT STROBE และ PRISMA ตามลำดับ ฯ ต้นฉบับต้องมีหลายส่วน ซึ่งจะชี้สิ่งที่พิเศษสำหรับวารสารทางการแพทย์เท่านั้น ฯ ปกนอกต้องมีซื่เรื่อง และข้อมูลเกี่ยวกับผู้เขีย ต้องมีข้อความปฏิเสธความรับผิดชอบ (disclaimer) คือระบุว่า ความเห็นของผู้เขียนไม่จำเป็นที่ต้องเป็นความเห็นของสถานทำวิจัยหรือมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ต้องระบุที่มาของงบประมาณทำวิจัย บอกจำนวนคำ และจำนวนรูป ต้องระบุการเปิดเผยกิจกรรมและความสัมพันธ์ของผู้เขียนด้วย ฯ เวลาเขียนบทนำ ถ้า การศึกษาเป็น การวิจัยใหม่ที่มีความเริ่มแรก หรือการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ หรือการวิเคราะห์อภิมาร ต้องใช้รูปแบบ structured abstract ถ้าการศึกษาเป็นการทดลองทางคลินิก ต้องใส่หมายเลขลงทะเบียงด้วย ฯ บทนำต้องใช้เอกสารอ้างอิงที่มีเกี่ยวข้องโดยตรงกับงานที่กำลังศึกษาเท่านั้น ฯ วิธีดำเนินการวิจัยต้องเขียนอย่างชัดเจน และต้องอธิบายสาเหตุเลือกวิธีทำใดมาใช้ ต้องระบุที่วิธีทำได้รับความยินยอมจาก ก.ก. มหวิทยาลัยหรือองค์กร ก.ก. จริยธรรม เป็นต้น ฯ นอกจากนี้ต้องระบุคุณสมบัติเหมาะสมของผู้เข้าเรือมการวิจัย และเกณฑ์เลือกผู้ป่วยเข้าหรือออกจากการศึกษา ฯ ผลการวิจัย ต้องเริ่มกับสิ่งที่สำคัญก่อน ไม่ใช่สิ่งที่ได้ทำก่อน ไม่ควรซ้ำของมูลในตารางและตัวบท ฯ การอภิปรายผลควรอธิบากลไกของปรากฏการณ์ที่กำลังจะศึกษา และไม่ควรเขียนสิ่งที่พบในที่อื่นของต้นฉบับ ฯ การเขียนส่วนอ้างอิงควรใช้งานวิจัยที่มีความเริ่มแรก (original research) และระมัดระวังไม่ใช้งานจากวารสารปล้มสะดม หรือวารสารปลอม ฯ ตารางต้องตามความต้องการของวารสาร ต้องมีเลขตาราง และซื่อตารางที่ไม่ยาวมาก ๚ะ๛

5 May 2020
ตำรา Medical Physiology มาแนะนำ บทที่ ๑๗ Organization of the cardiovascular system
ตอนนี้จะชวนมาอ่านบทที่ ๑๗ ของตำรา Medical Physiology ของ Boron & Boulpaep สำนักพิมพ์ Elsevier ฉบับที่ ๒ (ISBN-978-0-8098-2449) พ.ศ. ๒๕๕๕ เล่มนี้ใช้ในการเรียนวิชาสริระวิทยาทางการแพทย์ ส่วนใหญ่จะเรียนปี ๓ ของอุดมศึกษา ฯ บทที่ ๑๗ (อ. Emile L. Boulpaep, MD เขียน) เล่าถึงองค์การของระบบการไหลเวียนโลหิต (Organization of the cardiovascular system) ซึ่งเป็นความรู้ที่ควรมีก่อนที่จะไปเรียนแบบละเอียดเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด ฯ บทเริ่งพูดถึงทำไมสัตว์ประกอบด้วยหลายเซลล์อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีระบบไหลเวียนโลหิต เซลล์ต้องนำสารตางๆ จากสิ่งแวดล้อมและต้องนำออกของเสีย ถ้าส่งสารต่างๆ แบบการแพร่จะมีปัญหาที่ความเข้มข้นของสารรอบเซลล์ที่อยู่ลึกในเยื่อจะน้อยก่วาความเข้มข้นในสิ่งแวดล้อม ทำให้การแพร่ช้า ปัญหานี้พทเรียกว่า unstirred layer ฯ ต่อไปบทอธิบายวงจรหลายเวียนโลหิน ซึ่งมีเครื่องสูบสองเครื่อง ได้แก หัวใจด้านขวาและด้านซ้าย เลือดที่ออกจากหัวใจด้านขวาไปผ่านปอด ส่วนเลือดที่ออกจากหัวใจด้าซ้ายไปเลี้ยงกาย สองส่วนนี้ต่อกันแบบอนุกรม ฯ ทบมาวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้เลือดดำเนินไป มีความแตกต่างในความดัน เป็นต้น กฎของอุทกพลศาสตร์เหมือนกันกฎของโอห์มในไฟฟ้า บอกว่า ΔP = F∙R เมื่อ F เป็นอัตรการไหล และ R เป็นความต้านทาน ฯ ความดันโลหิตวัดด้วยคอลัมน์ปรอทรือน้ำ ถ้าความสูงของคอลัมน์เป็น h ความดันจะเป็น P=ρ∙g∙h ที่นี่ ρ คือ ความหนาแน่นของปรอท (หรือน้ำ) บทมาอธิบายค่าความดันที่สำคัญ อาทิ driving pressure, transmural pressure และ hydrostatic pressure ด้วย ฯ แล้วมาพูดถึงการไหล หัวใจสามารถสร้างความแตกต่างในความดัน และความไหลคือปริมาตรเลือดที่ออกไปต่อหน่วยเวลา เนื่งจากหัวใจบิบตัวเป็นชั่วขณะการไหลเป็นการไหลโดยเฉลี่ย เรียกว่า cardiac output (CO) คือ CO=F=HR∙SV ที่นี่ HR คือ อตราการเต้นหัวใจและ SV เป็นปริมาตรเลือดที่หัวใจบีบออกแต่ละครั้ง ฯ กฎของ Poiseuille กำหนดการไหลในหลอดที่มีรูปกระบอกกับผนังแขงและ มีสมการ F=ΔP (π r^4)/(8 η l) ที่นี่ r คือ รัศมีหลอด และ η คือความหนืดของของเหลว ฯ ต่อไปมาเล่าเกี่ยวกับ shear rate และ shear stress เพื่ออธิบายความหนืดคืออะไร และจะมาพูดถึงวิธีที่เลือดมีกลไกไหลสองแบบ ถ้าส่วนที่อยู่ใกล้กันไม่เปลี่ยนความเร็วมากจะเป็น laminar flow แต่ถ้าแต่ละบริเวณมีความเร็วที่ต่างกันจะเป็นการไหลแบบปั่นป่วน (turbulent flow) ฯ อย่างไรก็ตาม บทมีหลายจุดที่อยากให้ผู้อ่านมาหาความรู้เพิ่มที่ Internet จุดนั้นจะมีรูปหนูคอมพิวเตอร์ ฯ สุดท้ายของบทมาอธิบายวิธีวัดความดันต่าง และอธิบายวิธีกำหนดปริมาตรในหัวใจและหลอดเลือดโดยวิธี angiography และ echocardiography ๚ะ๛

25 Apr 2020
ตำรา Human Physiology มาแนะนำ บทที่ ๙ Muscle
ตอนนี้จะชวนมาอ่านบทที่ ๙ ของตำรา Human Physiology ของ Vander, Sherman & Luciano (Windmaier, Rahh & Strang) สำนักพิมพ์ McGraw Hill ฉบับที่ ๑๓ (ISBN-978-0-07-337830-5) เล่มนี้เป็นตำราพื้นฐานสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยเรียนสรีรวิทยาเมื่อก่อน ฯ บทที่ ๙ เล่าถึงกล้ามเนื้อ ซึ่งกล้ามเนื้อนั้นมีสามประเภท ได้แก่ กล้ามเนื้อโคงร่าง กล้ามเนื้อเรียบ และกล้ามเนื้อหัวใจ เนื่องจากทบเป็นค่อนข้างยาว จะนำมาคุยเพียงแค่กล้ามเนื้อโคงร่าง ฯ กล้ามเนื้อโคงร่างนั้นประกอบด้วยเซลล์ที่มีนิวเคลียสหลายตัว มาจากการหลอมรวมของเซลล์ myoblast ในตัวอ่อน เซลล์กล้ามเนื้อมีเซลล์ดาวเทียม (satellite cells) เป็นบริวาร ซึ่งจะช่วยซ่อมกล้ามเนื้อเมื่อถูกบาดเจ็บ ฯ บทจะอธิบายโครสร้างที่มีลักษณะเป็นลายของกล้ามเนื้อ ซึงเมื่อเข้าใจลักษณะเป็นลายนั้นจะมีประโยชน์เพื่อเข้าใจการทำงานของกล้ามเนื้อด้วย ในกล้องจุลทรรศน์อิเล็คตรอนจะเห็นสองแถบชัดเจน อาทิ แถบ A และ แถบ I สองแถบนี้มาจากใยลวดโปรตีน ใยลวดหนาประกอบด้วยโมเลกุล myosin และใยลวดบางประกอบด้วยโมเลกุล actin และ titin ซึ่งโมเลกุล titin นั้นเป็นเส้นที่จับกับ myosin และอีกปลายหนึ่งจับกับ เส้น Z ส่วนใยลวดบางประกอบด้วยโมเลกุล ๓ ชนิด คือ actin, tropomyosin และ troponin ฯ กลไกที่ใยลวดทำให้เซลล์หดตัวสามารถศึกษาในรูปที่ ๘ ของบท ฯ ต่อไปมาพูดถึงสัญยาณจากผิวเซลล์กล้ามเนื้อที่ไปกระตุ้นใยลวดให้หดตัว จำเป็นที่ต้องมีแคลเซียม แต่ในสภาวะพักแคลเซียมเก็บเอาใว้ภายใน sarcoplasmic reticulum ดังนั้นต้องมาดูผิวของเซลล์กล้ามเนื่อก่อรูปแบบเหมือนกับถุงมือที่นำออก จะมีนิ้วมือไปข้างในเรียกว่า T-tubule ปลายนิ้วมีโปรตีน dihydropiridine receptor ติดกับ ryanodine receptor บน sarcoplasmic reticulum ดังนั้นสัญญาณไฟฟ้าใน T-tubule สามารถนำแคลเซียมออกไปในไซโตพลาซึมได้ ฯ บทมาอธิบายถึงบริเวณที่ปลายประสาทติดต่อกับกล้ามเนื้อ และอธิบายเกี่ยวกับหน่วยงานหรือ motor unit ประกอบด้วย motoneuron และเซลล์กล้ามเนื้อทุกเซลล์ที่ไปติดต่อ ฯ มีคำอธิบายเกี่ยวกับการใช้พลังงานในเซลล์กล้ามเนื้อและบอกถึงการแบงชนิดเซลล์กล้ามเนื้อแล้วแต่เมตาบอลิซึม ฯ มีคำพรรณนาโรคสำคัญของกล้ามเนื้อ ๔ โรค myasthenia gravis เป็นต้น ฯ ขณะศึกษาบทควรมาตรวจสอบข้อสรุปท้ายบท นอกจากนี้บทมีรายการศัพท์สำคัญในบท และมีคำถามท้ายบท ๓๒ คำถาม ควรตอบเป็นข้อเขียนอย่างละเอียด ๚ะ๛

19 Apr 2020
ตำรา Immunology มาแนะนำ บทที่ ๔ Complement
ตอนนี้จะชวนมาอ่านบทที่ ๔ ของตำรา Immunology ของ David Male สำนักพิมพ์ Elsevier ฉบับที่ ๘ (ISBN-978-0-702-04548-6)บทที่ ๔ มีชื่อเรื่อง Complement อย่างที่ระบุมาแล้ว ตำราเล่มนี้เป็นพื้นฐานวิชาภูมิคุ้นกันที่นิสิตนักศึกษาชีววิทยาชิวเคมีแพทย์พยาบานและสาขาอื่นๆ ควรรู้ บทนี้มี ๑๖ หน้า สามารถอ่านในครั้งเดียว บทที่ ๓ นี้มีข้อสรุป ๗ ข้อ ควรอ่านก่อนและหลังจากศึกษาบทแล้ว ฯ อันดับแรกต้องมาดูคำว่า complement มีความหมาย เต็มเต็ม หรือส่วนเติม สิ่งที่ให้สมบุรณ ส่วน complenent ประกอบโปรตีน ๑๖ อันของพลัสมา ควรจัดตารางเพื่อจะเขียนโปรตีนแต่ละอัน ฯ บทจะเล่าที่ complement นี้ทำหน้าที่ต่างๆ อาทิ กระตุ้นปฏิกิริยาการอักเสบ เรียกเซลล์มากิเชื้อ ทำความสะอาดย่อย immune complex แแลเษศเซลล์ที่ตายโดย apoptosis กระตุ้นเซลล์ให้ฆ่าแบ็คทีเรีย ฆ่าแบ็คทีเรียโดยตรง ฯลฯ โปรตีนแรกของ complement เป็น C3 ที่จะถูกตัดเพื่อได้ส่วน C3b แล้วแต่เอ็นไซม์ที่จะทำฏิกิริยานั้นจะมี ๓ วิถีหรือเส้นทาง วิถี ๑ มีตัว C1 ตัด C4 ให้เกิด C4b และตัว C1 ตัด C2 ให้เกิด C2a ต่อไป C4b ร่วมกับ C2a เพื่อสร้างเอ็นไซม์ วิถีนี้ที่ใช้เอ็นไซม์ C4b2a เรียกว่า วิถีสากล (classical pathway) ฯ ส่วนวิถีที่ ๒ ใช้โมเลกุลเป็นน้ำตาลของเชื้อเป็นเอ็นไซม์มาตัด C3 วิถีนี้เรียกว่า lectin pathway ส่วนวิถีที่ ๓ ใช้ปัจจัย factor-D และ factor-B ที่อยู่ในพลัสมา ทำปฏิกิริยากับ C3b เพื่อได้เอ็นไซม์ C3bBb วิถีนี้เรียกว่า วิถีเลือก (alternative pathway) ฯ ตอ่ไปบทมาอธิบายการโจมตีผิวของเชื้อ (membrane attack pathway) อันดับแรกตัว C5b C6 C7 ร่วมกันเพือสร้าง C5b67 ซึ่งติดบนผิวของเชื้อ ต่อไปร่วมกับ C8 และ C9 สร้าวระบบโจมตีสมบุรณ ทำรู ๑๐ µm ในผิวของเชื้อ ฯ ระบบโจมตีควบคุมได้โดยไม่ทำร้ายเซลล์อื่น มีสามวิธีความคุม ละายเองโดย hydrolysis มีโปรตีนมาควบคุม และเซลล์รางกายป้องกันตัวเองโดยโปรตีน CD59 ฯ มีตัวรับสำหรับ complement จำนวนมาก ตัวรับอยู่ในผิวของเซลล์เลือดและบนเนื้อเยื่อบางๆ บางชนิด ฯ ต่อไปบทมาเล่าต่อเกี่ยวกับการทำงานของระบบ complement และอธิบายบทบาทในการย่อย immune complex (โครงส้างประกอบด้วย แอนติเจน สารคุ้มกัน และโปรตีนของ complement) ฯ บทอธิบายโรคที่เกิดขึ้นเมือขาดโปรตีนของ complement หรือมี polymorphism (มนุษย์มีตัวที่ไม่เมือนกันทุกคน) ฯ นอกจากนี้บทมีกล่อง (box) อธิบายวิธีการใช้ในห้องปฏิบัติการ กล่องที่ ๑ อธิบายวิธีตรวจ complement ที่สิ้นสุดของบทมีแบบฝึกหัดประกอบด้วยคำถาม ช่วยคิดเชิ่งวิเคราะ มีหัวข้อ ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อ complement ไม่สมบุรณ์ ๚ะ๛

14 Apr 2020
ตำรา Immunology มาแนะนำ บทที่ ๓
ตอนนี้จะชวนมาอ่านบทที่ ๓ ของตำรา Immunology ของ David Male สำนักพิมพ์ Elsevier ฉบับที่ ๘ (ISBN-978-0-702-04548-6) อย่างที่ระบุมาแล้ว ตำราเล่มนี้เป็นพื้นฐานวิชาภูมิคุ้นกันที่นิสิตนักศึกษาชีววิทยาชิวเคมีแพทย์พยาบานและสาขาอื่นๆ ควรรู้ ถ้าได้อ่านบทที่ ๑-๒ มาแล้วบทนี้ไม่ยากมาก เนื้อความของบทคือ สารคุ้นกัน บทมีเพียง ๑๙ หน้าเท่านั้น สามารถอ่านได้ครั้งเดียวหรือสองครั้ง ฯ บทเริ่งกับข้อสรุปประกอบด้วย ๙ ประเด็น ควรอ่านข้อสรุปก่อนและหลังจากอ่านบทแล้ว บทเล่าที่สารคุ้นกัน ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำ antybody หรือ immunoglobulin สารนั้นประกอบด้วยโปรตีนและนำตาล มีทั้งรูปแแบติดกับผิวหนังเซลล์และรูปแบบที่เป็นสารละหลาย มีโครงสร้างหลากหลายจัดเป็น ๕ ประเภท อาทิ IgG, IgA, IgM, IgD, และ IgE เนื่องจาก IgG และ IgA มี ๔ และ ๒ ชนิดตามลำดับได้ทั้งหมด ๙ ชนิด (รูป 3.w3 ของบท) ฯ เมือมาดู immunoglobulin ตัวอย่างจะเห็นที่มีโปรตีนสองเส้น เส้นยาว 55 kD และเส้นสั้น 25 kD แต่ละเส้นมีบริเวณหรือส่วนมีโครงสร้างที่มีลักษณะเฉพาะ (domain) พบในโปรตีนหลายชนิด ในกรณีนี้เป็น ถังชนิดเบต้า (beta barrel) ฯ สารคุ้มกันมีทั้งโครงสร้างและสรรพคุณที่น่าชม เช่น สาร IgM ประกบด้วยห้าหน่วยเป็รรูปดาว ส่วนใหญ่พบในซีรัม ส่วน IgA เป็นหน่วยเดียวหรือสองหน่วย พบที่น้ำลาย นม น้ำหลอดลม และน้ำที่อวัยวะเพศ ฯลฯ ต่อไปบทมาอธิบายปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารคุ้มกัน (immunoglobulin) กับสารเร้าภูมิคุ้มกัน (antigen) ระบุว่าไม่ใช่พันธะเคมี แต่ป็นปฏิสัมพันธ์อ่อน เช่น เกี่ยวกับไฟฟ้าสถิต หรือปฏิสัมพันธ์แห่ง van der Waals บบทมาอธิบายความแตกต่างระหว่าง affinity และ avidity ฯ เสร็จแล้วเล่าถึงโปรตีนตัวรับที่สามารถจับกับส่วน Fc ของสารคุ้มกัน ตัวรับนี้อยู่บนเซลล์ สามารถจับกับเซลล์ที่มีสารคุ้มกันอยู่ ตัวรับนั้นมีสามชนิดได้แก่ FcγRI (C64), FcγRII (C32) และ FcγRIII (C16) ซึ่งตัวรับนี้ทำงานกาบเอ็นไซม์ tyrosine kinase ภายในเซลล์ ขณะตัวรับจับกับ Fc จะกระตุ้นสัญญาณภายในเซลล์ ทำให้เซลล์ตอบสนอง ฯ ส่วนต่อไปมาอธิบายกี่ยวกับการสร้างสารคุ้มกันหลายๆ ชนิด มาเล่าที่เมื่อเซลล์ B ยังไม่เจริญเติบโตมียินเหมือนกับทุกเซลล์ในร่างการ แต่สามารถสร้างยีนใหม่ได้ (แปลกนะครับ) มีกระบวนการที่ตัด DNA และมาร่วมส่านเพื่อสร้างยีนที่มีรหัสสร้างโปรตีเส้นสั้นและเส้นยาวของสานคุม้กัน กระบวนการนี้เรียกว่า V(D)J recombination ฯ ที่สิ้นสุดของบทมีแบบฝึกหัดประกอบด้วยคำถาม ช่วยคิดเชิ่งวิเคราะ มีหัวข้อ ความจำเพาะของสารคุ้มกัน ฯ นอกจากนี้บทมีกล่อง (box) อธิบายวิธีการใช้ในห้องปฏิบัติการ กล่องที่ ๑ มีเกี่ยวกับการผลิตสารคุ้มกันเพื่อรักษาโรค กล่องที่ ๒ อธิบายการตรวจสารคุ้มกันและสารแอนติเจนในห้องปฏิบัติการ ส่วนกล่องที่ ๓ เล่้าถึงวิธีการทำ immunoblotting ๚ะ๛

14 Apr 2020
ตำรา Immunology มาแนะนำ บทที่ ๒
ตอนนี้จะชวนมาอ่านบทที่ ๒ ของตำรา Immunology ของ David Male สำนักพิมพ์ Elsevier ฉบับที่ ๘ (ISBN-978-0-702-04548-6) อย่างที่ระบุในตอนที่ ๑ แล้ว ตำราเล่มนี้เป็นพื้นฐานวิชาภูมิคุ้นกันที่นิสิตนักศึกษาชีววิทยาชิวเคมีแพทย์พยาบานและสาขาอื่นๆ ควรรู้ ถ้าได้อ่านบทที่ ๑ มาแล้วบทนี้ไม่ยากมาก เนื้อความของบทคือ เซลล์ต่างๆ ของระบบภูมิคุ้นกัน บทมี ๓๓ หน้าก็ต้องอ่านใน ๒-๓ ครั้ง แต่มีรูปมาก ๕๕ รูป ดังนั้นอาจจะอ่านเร็วกว่านี้ได้ ฯ ก่อนที่เริ่มอ่าควรทบทวนบทที่ ๑ และอ่านข้อสรุปของบทนั้น ฯ ถึงแม้ว่าระบบภูมิคุ้กันประกอบเซลล์หลายๆ ชนิตบทนี้จะจัดแล้แต่หน้าที่ ซึงจะมี ๔ กลุ่ม อาทิ เซลล์ที่กินเชื้อ เซลล์ที่ถวายสารเร้าภูมิคุ้มกันให้เซลล์อื่นๆ เซลล์ที่ทำร้ายเสลล์ที่มีไวรัส และเซลล์ที่ผลิตสารคุ้มกัน ฯ เมื่อพูดถืงเซลล์ต่าง บทจะเล่าเกี่ยวกับเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์บนผิวเซลล์ อันนี้เป็นโปรตีนที่ช่วยเซลล์ติดกันหรือตัวรับสัญยาณจากภายนอกและกระตุ้นปฏิกิริยาภายในเซลล์ ฯ ต่อไปจะพูดวิธีที่เซลล์จะเจริญเติบโตถึงที่ได้เครื่องหมายต่างๆ จากเซลล์ต้นกำเนิดถึงเซลล์ที่จะสามารถทำหน้าที่จำเพาะ และสถานที่หรืออวัยวะที่กระบวนการดังกล่าเกิดขึ้น ฯ เซลล์ชนิด T ต้องเจริญเติบโตเพื่อจะได้โมเลกุลสำคัญคือ โมเลกุลตัวรับ MHC พร้อมกับสะเก็ดโปรตินของไวรัสหรือแบ็คทีเรีย ได้ตัวรับแล้วเหมือนกับที่เซลล T จำรู้สะเก็ดนั้นไม่ใช่ขอร่างกาย ฯ อวัยวะลิมฟอยด์คือ สถานที่ที่เซลล์ T และ B ไปปรับตัวพือทำหน้าที่จำเพาะ ได้แก่ ม้าน ต่อมน้ำเหลือง และชั้นเยื่อเมือก ฯ ในบางส่วนจะพู้ถึงสิ่งที่เขาไม่ได้อธิบายอย่างละเอีย เชิ่น IgM IgG IgA ผู้อ่านต้องใจเย็นๆ เพาะสิ่งนี้จะอธิบายในบทต่อไปๆ ๚ะ๛

14 Apr 2020
ตำรา Immunology มาแนะนำ บทที่ ๑
รายการนี้เป็นรายการแรกของครู เลือกอ่านบทที่ ๑ ของตำรา Immunology ของ อ. David Male สำนักพิมพ์ Elsevier ฉบับที่ ๘ (ISBN-978-0-702-04548-6) ตำราเล่มนี้ให้ความรู้พื้นฐานวิชาภูมิคุ้นกัน เหมาะสำหรับนิสิตนักศึกษาชีววิทยาชิวเคมีแพทย์พยาบานและสาขาอื่นๆ ถ้าศึกษาเล่มนี้แล้วจะสามารถอ่านงานวืจัยทางด้านภูมิคุ้นกันได้ ฯ ส่วนบทนี้เป็นภาพร่วมของเนื้อความตำราทั้งหมด ให้ผู้อ่านสังเกต มีข้อสรุป ๙ ประเด็นอยูต้นบท และให้สังเกตคำสำคัญที่พิมพ์ตัวหนา ผู้อ่านควรทำบาทกับคำนั้นพร้อมกับคำแปลและคำอธิบาย จะเป็นประโยชน์เวลามาอ่านบทที่ตามมา ฯ บทที่ ๑ เล่าถึงส่วนประกอบของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งมีทั้งเซลล์ต่างๆ และสารละลาย ครูอธิบายความหมายของคำบางคำ เช่น opsonization มีความหมายเหมือนกับติดป้าย และมีความหมายภาษาละติน เตรียมสำหรับกิน ครูชี้บทบาทของเซลล์ต่างๆไม่ว่าจะเป็น ผู้ผลิตสารคุ้มกัน เป็นนักรบ เป็นฆาตกร เป็นผู้ช่วย ฯลฯ ต่อไปมาพูดถึงกลุ่มโปรตีนที่ทำปฏิกิริยากันและกันเพื่อต่อต้านเชื่อที่เข้าในร่างกาย ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำว่า complement proteins และพูดถึงอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณ ฯ เล่าถึงส่วนประกอบแล้วมาดูการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน มีหลายรูปแบบ แล้วแต่สิ่งทำร้ายร่างกายมาทำนอกเซลล์หรือภายในเซลล์ ครูให้สังเกตที่มีส่วนภูมิคุ้มกันที่ทุกคนมีอยู่แล้ว ตั้งแต่เกิด ไม่เหมือนกับระบบภูมิคุ้มกันที่สามารถปรับตัวเพื่อสู้เชื้อที่ไม่เคยพบมาก่อน ฯ พูดถึงการผลิตสารภูมิคุ้มกันและ การเจริญของเซลล์ชนิด B และ T ครูอธิบายที่แซวมีโมเลกุล MHC บนผิวหนัง ขณะที่เซลล์ติดไวรัส เซลล์จะย่อยและเอาสะเก็นไวรัสมาใส่บนโมเลกุล MHC มาถวายให้เซลล์อื่นๆ ที่นี่โมเลกุล MHC ทำหน้าที่เหมือนฐานใส่ขอวมาถยาย ฯ ฟังแล้วจะได้รู้ภายในบทมีอะไรบ้าง ส่วน podcast จะได้สำเร็จถ้าผู้ฟังไปหาบทมาอ่านและศึกษา ๚ะ๛
Contact มาอ่านกับครู
- Guest appearances
- Does not typically book guests
Based on episode analysis; this does not confirm that the show is currently accepting guests.
Host of มาอ่านกับครู?
Claim your podcast to manage its listing and keep your show details accurate.
Pod Engine is an independent podcast discovery and analytics service and is not affiliated with or endorsed by this podcast. Artwork and show content belong to their owners. Full legal notice.
Explore this show
Podcast research with Pod Engine